หน้าแรก คอลัมนิสต์ เดินหน้าชน : ...

เดินหน้าชน : ‘เสริม’ถึง‘เปรี้ยว’ : โดย เทวินทร์ นาคปานเสือ

15.05.18 | 12:29 น.

ดูเหมือนจะจบแต่ยังไม่สะเด็ดน้ำสำหรับคดีฆ่าหั่นศพ “น้องแอ๋ม” น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย
ซึ่งศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

คดีนี้ตำรวจสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา “ยกแก๊ง”
มี น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย หัวโจก น.ส.กวิตา หรือเอิร์น ราชดา น.ส.จิดารัตน์ หรือเบนซ์ พรหมคุณ นายวศิน นามพรม และ น.ส.อภิวันท์ หรือแจ้ สัตยบัณฑิต
โดยหลังเกิดเหตุใหม่ๆ มีข่าวขัดแย้งกันบ้างในการทำงาน ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กับตำรวจ

ครั้งนั้น ป.ป.ส.มีข้อมูลว่า “แก๊งเปรี้ยว” เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ
จึงคาดว่าจะเป็นคำสั่ง “ฆ่า” จากแก๊งค้ายา

ขณะที่ตำรวจเองใกล้ชิดข้อมูลฟันธงว่าเกิดจากความแค้นส่วนตัว
ปมเหตุมาจาก “เปรี้ยว” เข้าใจว่า “เหยื่อ” เป็นสายให้ตำรวจจับ “เพื่อนชาย” คนสนิท คดียาเสพติด
ท้ายที่สุดทั้งสองหน่วยงานก็เคลียร์ข้อมูลทีละเปลาะ จน ป.ป.ส.ออกมายอมรับข้อมูลหลักฐานของตำรวจที่มีอยู่ในมือ

หลังทุ่มเทสรรพกำลังนับร้อยนายคลี่คลายคดี!?
กระทั่งสรุปสำนวนส่งอัยการจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งฟ้องจำเลย “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” และอื่นๆ

Advertisement

จนศาลจังหวัดขอนแก่นตรวจสอบสำนวน พิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย และมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ให้จำคุกตลอดชีวิต “เปรี้ยว-เอิร์น-แจ้” !
“เปรี้ยว-เอิร์น” คู่หูให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 34 ปี 6 เดือน
ส่วน “แจ้” ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือจำคุก 33 ปี 9 เดือน

สำหรับ “วศิน” ศาลเห็นว่าแค่ช่วยเหลือหรือสนับสนุนในการฆ่าผู้ตาย ตัดสินจำคุก 33 ปี 4 เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 23 ปี 4 เดือน 20 วัน

สุดท้าย “เบนซ์” มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร กรณีนำมือถือผู้ตายไปขาย พิพากษาจำคุก 2 ปี รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา

นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งให้ “เปรี้ยว-เอิร์น-แจ้-วศิน” ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในคดีทางแพ่ง ค่าปลงศพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวเหยื่ออีกล้านบาทเศษ

หลังฟังคำพิพากษา ทนายโจทก์เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อไป
ทำให้ประหวัดไปถึงคดี “เสริม สาครราษฎร์” อดีตนักศึกษาแพทย์ที่เคยโด่งดังสะท้านเมือง คดีฆ่าหั่นศพ

แฟนสาว น.ส.เจนจิรา พลอยองุ่นศรี อดีตนักศึกษาแพทย์เช่นกัน
ที่ทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยต่อสู้คดีกันจนถึงชั้นศาลฎีกา?!

ที่สังคมต่างมโนภาพกันไปต่างๆ นานาว่า การลงมือฆ่าหั่นศพแล่เนื้อเถือหนังเป็นชิ้นๆ ลงชักโครกน่าจะเป็นการ “ฆ่าโดยทรมานหรือกระทำทารุณกรรมโหดร้าย” หรือไม่?!

เช่นเดียวกับคดี “แก๊งเปรี้ยว” ในขณะนี้ที่สังคมพยายามคิดกันไปตามพื้นฐานความเชื่อของแต่ละคนแต่ละกลุ่มว่าจะต้องเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ว่าการฆ่าหั่นศพแล้วนำไปฝังดินเพื่ออำพรางคดี

น่าจะมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน

โดยศาลท่านพิเคราะห์พยานหลักฐาน พฤติกรรมของจำเลยทั้งหมดแล้วไม่พบว่าเข้าข่าย “ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”

เป็นการ “ฆ่าโดยเจตนา” เท่านั้น!?

ซึ่งโทษทั้งสองตัวบทกฎหมายนี้ย่อมแตกต่างกันออกไป
ทำให้ฝ่ายโจทก์-ฟากจำเลย ย่อมเห็นต่าง

เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอุทธรณ์ ฎีกาได้ ก็เป็นสิทธิของแต่ละฝ่ายกับความเชื่อที่มีอยู่

ซึ่งต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด

ก็ได้แต่ภาวนาว่าไม่อยากให้คดีเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกเลย!?