มาเลเซีย เป็นประเทศสหพันธรัฐราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (แบบมีกษัตริย์ประจำรัฐ 9 พระองค์ผลัดกันขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์ของสหพันธรัฐเวียนกันองค์ละ 5 ปี) ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยรัฐ 13 รัฐ และดินแดนสหพันธ์ 3 ดินแดน และมีเนื้อที่รวม 330,803 ตารางกิโลเมตร ประเทศมาเลเซียมีพื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกันโดยมีทะเลจีนใต้คั่นกลางอยู่ (ดูรูป) ได้แก่ มาเลเซียตะวันตกและมาเลเซียตะวันออก
มาเลเซียตะวันตกมีพรมแดนทางบกและทางทะเลร่วมกับไทยทางทิศเหนือ และมีพรมแดนทางทะเลร่วมกับสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซียทางทิศใต้ ส่วนมาเลเซียตะวันออกมีพรมแดนทางบกและทางทะเลร่วมกับบรูไนและอินโดนีเซีย และมีพรมแดนทางทะเลร่วมกับฟิลิปปินส์และเวียดนาม เมืองหลวงของประเทศคือกัวลาลัมเปอร์ ในขณะที่เมืองปูตราจายาเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลาง ประเทศมาเลเซียมีประชากรประมาณ 32 ล้านคน
ประเทศมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ พ.ศ.2500 เดิมทีเดียวมีประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่มากที่สุดรวมอยู่ด้วย แต่ในปี พ.ศ.2508 สิงคโปร์ก็ถูกขับออกจากสหพันธ์เนื่องจากทางรัฐบาลมาเลเซียขณะนั้นเกรงอิทธิพลของชาวจีนที่มีจำนวนมากเกือบเท่าชาวมลายูเจ้าของประเทศดั้งเดิมจะครอบงำรัฐบาล
ในอดีตประเทศมาเลเซียเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษซึ่งในสมัยที่อังกฤษปกครองมาเลเซียอยู่ได้ทำการขนย้ายคนจีน คนอินเดียมาทำงานในมาเลเซียเป็นจำนวนมากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรพื้นเมืองที่มีเชื้อสายมลายูนับถือศาสนาอิสลาม
ชนกลุ่มน้อยกลุ่มสำคัญคือ ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนนับถือศาสนาพุทธ และขงจื่อ ซึ่งจัดเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประชากรมากที่สุดในมาเลเซีย และควบคุมเศรษฐกิจความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของประเทศมาเลเซีย มิหนำซ้ำคนเชื้อจีนเหล่านี้ยังเคยทำการกบฏทำสงครามปลดแอกจากอังกฤษและรัฐบาลมาเลเซียอย่างแข็งขันในระหว่าง พ.ศ.2491-2503 จนเกือบได้ชัยชนะเลยทีเดียว
นอกจากนี้ก็ยังมีชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียนับถือฮินดูซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่รองลงมาจากชาวจีน และชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มต่างๆ เช่น ไทย เขมร ลาว นับถือศาสนาพุทธ แต่รัฐธรรมนูญมาเลเซียประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็ยังให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชนผู้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิม ระบบรัฐบาลมีรูปแบบคล้ายคลึงกับประเทศอังกฤษโดยมีหัวหน้ารัฐบาลคือนายกรัฐมนตรี
ส่วนระบบกฎหมายมีพื้นฐานอยู่บนระบบคอมมอนลอว์แบบอังกฤษเช่นกัน

มหาธีร์ โมฮัมหมัด อายุ 92 ปี ผู้เพิ่งชนะเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2561 ผ่านมาก่อนหน้านี้ทั้งๆ ที่นายมหาธีร์เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วนานถึง 22 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 จนถึง พ.ศ.2546 ทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในวาระที่นานที่สุดของมาเลเซีย โดยนายมหาธีร์เคยเป็นนายแพทย์มาก่อนที่จะเข้าสู่วงการการเมือง ซึ่งเขาจัดเป็นดาวรุ่งตั้งแต่ต้นแต่ก็ถูกขับออกจากพรรคอัมโนใน พ.ศ.2512 ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลมาตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชเนื่องจากเขามีนโยบาย “ภูมิบุตร” ซึ่งจะให้สิทธิพิเศษแก่บรรดาชนพื้นเมืองที่มีเชื้อสายมลายูที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมล้าหลังกว่าคนเชื้อสายจีนและอินเดียมาก แต่เมื่ออับดุล ราซัค ผู้เป็นบิดาของนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีที่นายมหาธีร์เอาชนะในการเลือกตั้งไปหยกๆ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย ได้เรียกตัวนายมหาธีร์กลับเข้าพรรคอัมโนใหม่อีกครั้งหนึ่ง และทำให้นายมหาธีร์มีโอกาสได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและดำเนินนโยบายภูมิบุตร ต่อมาจนปัจจุบันนายมหาธีร์เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับทั่วไปว่าเป็นนายกรัฐมนตรีผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศมาเลเซียจนเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแซงหน้าประเทศไทยไปไกลทีเดียว
นายมหาธีร์ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ.2546 เนื่องจากเป็นนายกรัฐมนตรีมานานถึง 22 ปีแล้ว แต่ได้เปลี่ยนใจกลับมาชิงชัยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกหลังจากลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว 15 ปี และได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมปีนี้เอง

ส่วนนายอันวาร์ อิบราฮิม วัย 70 ปี เข้าสู่วงการการเมืองจากการเป็นผู้นำนักศึกษาขององค์การเยาวชนอิสลาม ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวที่นับถือศาสนาอิสลามในมาเลเซีย ใน พ.ศ.2525 นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ได้ชักชวนให้เขาเข้าร่วมพรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลมายาวนาน ทำให้นายอันวาร์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในเส้นทางสายการเมือง และได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีหลายตำแหน่ง
ใน พ.ศ.2536 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายมหาธีร์ และเป็นที่คาดหมายกันว่าจะได้เป็นทายาทสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อจากนายมหาธีร์ แต่ใน พ.ศ.2540 เกิดวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ.2540 หรือเรียกทั่วไปในประเทศไทยว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2540 ที่ประเทศไทยทำให้เกิดการแพร่ระบาดทางการเงินทำให้ไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ฮ่องกง มาเลเซีย ลาว และฟิลิปปินส์ก็เผชิญกับปัญหาค่าเงินทรุดอย่างหนักเช่นกันแต่ยังไม่ร้ายแรงเท่า 3 ประเทศแรก สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ไต้หวัน สิงคโปร์ บรูไน และเวียดนามได้รับผลกระทบน้อยกว่า

ถึงแม้ว่าทุกประเทศที่กล่าวมานี้จะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียอุปสงค์และความเชื่อมั่นตลอดภูมิภาคเป็นผลให้เงินทุนไหลออกจากภูมิภาคมากน้อยตามลำดับซึ่งประเทศส่วนใหญ่ก็แก้ปัญหาตามคำแนะนำของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ด้วยการรัดเข็มขัดและปล่อยให้กิจการธุรกิจขนาดใหญ่ล้มละลายถูกขายทอดตลาดในราคาถูก
มีแต่มาเลเซียประเทศเดียวที่ไม่ยอมทำตามคำแนะนำของสถาบันทางการเงินทั้งสองแห่งด้วยการออกกฎหมายบังคับไม่ให้เงินทุนเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศโดยเด็ดขาด ซึ่งขัดกับหลักการของทุนนิยมอย่างรุนแรง แต่มาเลเซียก็เป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่หลุดรอดจากวิกฤตต้มยำกุ้งโดยแทบจะไม่เสียหายอะไรเลย
นโยบายอันเด็ดขาดของนายมหาธีร์ได้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากนายอันวาร์ ซึ่งอยากนำมาเลเซียเดินตามคำแนะนำของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จึงถูกนายมหาธีร์ปลดจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน พ.ศ.2541 นายอันวาร์ได้นำประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านนายมหาธีร์ จากนั้นเขาก็ถูกจับกุม แล้วถูกตั้งข้อหามีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน และข้อหาทุจริต การพิจารณาคดีดังกล่าวทำให้นายอันวาร์ได้รับโทษจำคุก 6 ปี ในความผิดฐานทุจริต ทั้งยังก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากสังคมจนนำไปสู่การประท้วงใหญ่ตามท้องถนน
ใน พ.ศ.2543 นายอันวาร์ถูกศาลตัดสินให้มีความผิดฐานมีสัมพันธ์ทางเพศกับคนขับรถของภรรยาตนเอง และได้รับโทษจำคุก 9 ปี โดยให้นับโทษจำคุกควบไปกับโทษจำคุกในอีกคดีของเขา
ปลาย พ.ศ.2547 ศาลฎีกาของมาเลเซียได้กลับคำพิพากษาคดีมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกันของนายอันวาร์ ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวจากคุก เมื่อได้รับอิสรภาพนายอันวาร์ก็กลับเข้าสู่วงการการเมืองในฐานะแกนนำฝ่ายค้านคนใหม่ และมีคะแนนนิยมอย่างกว้างขวางในการเลือกตั้ง พ.ศ.2557 จนฝ่ายค้านสามารถได้ที่นั่งกว่า 1 ใน 3 ของที่นั่งในรัฐสภา และคุมการเมืองท้องถิ่นใน 5 รัฐ
ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแสไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาการทุจริตของรัฐบาลและการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยในประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกันได้ถูกหยิบขึ้นมาใช้จัดการนายอันวาร์อีกครั้งใน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นความพยายามอีกครั้งของรัฐบาลเพื่อกำจัดเขา แต่ในที่สุดศาลสูงของมาเลเซียได้ยกคำฟ้องดังกล่าวต่อนายอันวาร์ใน พ.ศ.2555 โดยชี้ว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ
ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2556 นายอันวาร์นำฝ่ายค้านสู้ศึกเลือกตั้งที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุดจนได้ที่นั่งในรัฐสภาเพิ่มขึ้นมาก แม้ว่านายอันวาร์จะไม่ได้รับชัยชนะก็ตาม จากนั้นไม่นานคะแนนนิยมของนายอันวาร์เริ่มสูงขึ้นเนื่องจากรัฐบาลนายนาจิบ ราซัค มีข่าวฉาวโฉ่เรื่องการคอร์รัปชั่นระดับมโหฬาร จนมีการคาดการณ์ว่านายอันวาร์อาจชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า
แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อศาลกลับคำยกฟ้องคดีเก่าที่เขาถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ฐานมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน ทำให้นายอันวาร์ต้องกลับเข้าคุกอีกครั้ง
เมื่อต้นปี พ.ศ.2561 อดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด ซึ่งมีอายุถึง 92 ปี อดีตคู่แค้นทางการเมืองผู้ทำให้นายอันวาร์ถูกจับเข้าคุกตั้งแต่แรก ได้สร้างความประหลาดใจให้คนมาเลเซียทั้งประเทศด้วยการประกาศว่าจะลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากนายนาจิบ ราซัค วัย 64 ปี ลูกชายของอดีตนายกรัฐมนตรีอับดุล ราซัค ที่นายมหาธีร์เคยสนับสนุนให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายอับดุล บาดาวี ด้วยการเข้าไปจับมือกับนายอันวาร์ถึงในคุก ร่วมกันเป็นพันธมิตรทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนายนาจิบ นับเป็นจุดหักเหอันแปลกประหลาดที่ช่วยเปิดทางให้นายอันวาร์กลับเข้าสู่แวดวงการเมืองอีกครั้ง เพราะเขายังคงได้รับคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน และการที่กลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้านปากาตัน ฮาราปันของนายมหาธีร์ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายมหาธีร์ให้สัญญาว่าจะคืนอิสรภาพให้แก่นายอันวาร์ โดยนายมหาธีร์ วัย 92 ปี ประกาศจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเพียง 2 ปี จากนั้นจะส่งมอบตำแหน่งให้นายอันวาร์รับช่วงต่อเป็นนายกรัฐมนตรีที่เขาเคยถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้เมื่อ 20 ปีก่อน
คงต้องคอยดูกันต่อไปว่านายมหาธีร์จักรักษาคำมั่นสัญญาต่อนายอันวาร์หรือไม่เท่านั้น

