หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘กฎเหล็ก’ ของ...

‘กฎเหล็ก’ ของไอดอล และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย : กล้า สมุทวณิช

16.05.18 | 13:29 น.

ข่าวการพักงานและกิจกรรมทั้งหมดของ “แคนแคน BNK48” ชั่วคราวเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้เรื่องของ “กฎเหล็ก” ที่เด็กสาววัยตั้งแต่ 13 ถึง 18 ปี ผู้จะอุทิศตนเป็น “ไอดอล” สังกัด BNK48 ต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ก็ถูกนำมาทบทวนซ้ำ และเข้าสู่ความรับรู้ของสังคมนอกวงการ


“กฎเหล็ก” นั้นมีห้าข้อ ข้อแรกได้แก่ สมาชิกทุกคนต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ข้อที่สอง ห้ามสมาชิกถ่ายภาพคู่กับแฟนคลับ หรือบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัว รวมถึงการจับเนื้อต้องตัวประการอื่นๆ ด้วย ยกเว้นแต่การ “จับมือ” ภายใต้เงื่อนไขหรือกิจกรรมที่ต้นสังกัดจัดการเท่านั้น

กฎข้อที่สาม ได้แก่การใช้โซเชียลมีเดียใดๆ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของต้นสังกัด กฎข้อสี่ คือต้องไม่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง หรือสื่อลามกอนาจาร และกฎข้อสุดท้าย คือจะต้องอุทิศเวลาให้กิจกรรมของ BNK48 เป็นหลัก

รวมถึง “กฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร” แต่เป็นจารีตที่ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่วงต้นแบบที่ญี่ปุ่น คือการห้ามไอดอลมีคนรัก

Advertisement

ดูราวกับศีลของนักบวชในศาสนา หรืออัศวินเจไดในภาพยนตร์ชุดสตาร์วอร์ส

แม้ว่าในแถลงการณ์จากต้นสังกัดนั้นไม่ระบุสาเหตุที่ชัดเจน หากผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า น่าจะมาจากการฝ่าฝืนกฎข้อที่สองและข้อที่สาม คือการมีภาพคู่กับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัว โพสต์ในอินสตาแกรมลับส่วนตัวที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของต้นสังกัด ส่วนเรื่องจะผิดกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ห้ามมีคนรักหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัด

“กฎเหล็ก” ของไอดอลนี้ เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดใน “สัญญา” การทำงานระหว่างตัวไอดอลกับต้นสังกัด ซึ่งนอกจากคู่สัญญาแล้วไม่มีใครรู้เนื้อหาแห่งสัญญานั้นโดยแน่ชัด แต่คาดว่าเป็นลักษณะเดียวกับวงต้นทางของญี่ปุ่นคือ AKB48 ซึ่งถ่ายทอดลงมาสู่วงน้องสาวอย่าง BNK48 ด้วย

ประเด็นหนึ่งที่มีผู้หยิบยกไว้อย่างน่าสนใจ คือการตั้งคำถามว่า หาก “กฎเหล็ก” ทั้งห้า มาจากข้อตกลงในสัญญาระหว่างไอดอลกับบริษัทแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกาย ในชีวิตส่วนตัว หรือในการแสดงความคิดเห็น ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เกินสมควรหรือไม่

เพราะข้อปฏิบัติและข้อห้ามทั้งหมดนั้นมีวัตถุประสงค์อันเป็นไปเพื่อ “ประโยชน์” ในเชิงธุรกิจของคู่สัญญาฝ่ายบริษัทล้วนๆ เพราะ “สินค้า” ของพวกเขาไม่ใช่ “เพลง” หรือ “การแสดง” แต่หมายความรวมหมดถึง “ตัวตน” ภาพลักษณ์ ภาพรวมของวงและของไอดอลแต่ละคน ที่เป็นมากกว่า “นักร้อง” หรือ “นักแสดง” ด้วย

เรื่องนี้จึงไม่เหมือนสัญญาจ้างนักร้องหรือนักแสดงรูปแบบเดิมที่เราคุ้นเคย ที่มุ่งหวังผลสำเร็จของ “ผลงาน” เท่านั้น นอกจอหรือลงจากเวทีแล้ว ชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องของแต่ละคน หากสัญญาของไอดอลจึงมุ่งหวังการดำเนินชีวิตของตัวไอดอลในเชิงวัตรปฏิบัติเป็นสาระสำคัญของสัญญาด้วย

เช่นนี้สัญญาเชิงพาณิชย์ที่เข้าไปกำหนดการใช้ชีวิตส่วนตัวในด้านต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งการปฏิบัติตามสัญญานี้ จะถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ดังที่อ้างถึงหรือไม่

ข้อพิจารณาประการหลักของเรื่องนี้ คือ “รัฐธรรมนูญ” ถือเป็นกฎหมายมหาชน ที่ใช้บังคับกับ “รัฐ” ระหว่างสถาบันและองค์กรของรัฐ หรือบังคับระหว่าง “รัฐ” กับ “เอกชน” เท่านั้น ด้วยที่มาเชิงประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ ที่ถือกำเนิดมาจากการสร้างบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อขีดแบ่งตีกรอบการใช้อำนาจของรัฐไม่ให้ล้ำเกินเข้ามาละเมิดแดนแห่งสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน

หลักการนี้มีผลบังคับคือ ในการตรากฎหมายของรัฐนั้น จะตรากฎหมายขึ้นมาจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุหรือละเมิดสาระสำคัญแห่งสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ รวมตลอดจนถึงการใช้อำนาจรัฐประการอื่นๆ ขององค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ ก็ต้องเป็นไปโดยเคารพสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญด้วย การใช้อำนาจโดยละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้อาจถูกฟ้องร้องต่อศาล หรือร้องเรียนต่อองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐต่างๆ ได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ปัญหาว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิหรือเสรีภาพนี้ จะใช้บังคับระหว่างเอกชนต่อเอกชนซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งที่เป็นกฎหมายเอกชนอันเคารพในเสรีภาพในการแสดงเจตนาและในการทำนิติกรรมระหว่างกัน ภายใต้หลักการว่า “ไม่มีกฎหมายห้ามย่อมทำได้”

ในเรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวางแนวทางเอาไว้อย่างชัดเจน ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8434-8436/2550 สรุปได้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่โจทย์อ้างนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 26 “การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” ดังนั้น สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้นเป็นการรับรองไว้สำหรับการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐแก่ชนชาวไทย ไม่ใช่การใช้อำนาจโดยปัจเจกบุคคลแก่ชนชาวไทยในการอ้างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญต่อปัจเจกชนด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พุทธศักราช 2560) แล้ว จะพบว่าบทบัญญัติที่รับรองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยนั้นเปลี่ยนรูปแบบการเขียนไปแตกต่างจากเดิมมาก โดยบทบัญญัติหลักในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย คือมาตรา 25 ก็ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันเฉพาะองค์กรของรัฐเท่านั้น ซึ่งวรรคหนึ่งมีว่า “…สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น…”

และในวรรคสาม ยังบัญญัติอีกว่า “…บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้…”

จึงน่าพิจารณาว่า แนวการวินิจฉัยตามคำพิพากษาฎีกาข้างต้นที่ว่าหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่ผูกพันถึงการใช้อำนาจโดยปัจเจกบุคคลนั้น จะยังถือเป็นบรรทัดฐานได้อยู่หรือไม่ ในเมื่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้วดังที่ยกมา

และแม้ว่าเอกชนจะมีเสรีภาพในการแสดงเจตนาและทำสัญญาทางแพ่งระหว่างกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำนิติกรรมหรือสัญญาหรือมีข้อกำหนดอะไรไว้อย่างไรในสัญญาก็ได้ เพราะเงื่อนไขของการทำนิติกรรมนั้นต้องอยู่ในกรอบที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ประกอบมาตรา 151 สรุปได้ว่า การทำนิติกรรมนั้น จะต้องไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย หาไม่แล้วสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายในลักษณะดังกล่าวถือเป็นโมฆะ

เรื่องนี้คงต้องหาคำตอบโดยรอแนวบรรทัดฐานจากศาลกันต่อไปว่า การทำสัญญาที่มีเงื่อนไขหรือข้อตกลงขัดหรือแย้งต่อสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้นั้น จะถือว่าเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ประกอบมาตรา 150 หรือไม่ โดยถือว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้นเองเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ทั้งนี้ หากจะตีความว่า สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น ใช้บังคับระหว่างเอกชนต่อเอกชนไม่ได้เลย หรือแม้แต่ตีความไปในทางว่าสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น อาจบังคับต่อเอกชนด้วยกันในลักษณะเดียวกับที่บังคับต่อองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ หากคิดไปให้สุดปลายทั้งสองด้านแล้ว ก็จะเกิดผลประหลาดอันสุดโต่งได้ทั้งคู่

นั่นคือ หากในทางแรก สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมถึงหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมนั้น ไม่มีผลบังคับต่อเอกชนในทางใดเลย ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจจะมีห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหาร ที่ห้ามคนสูงไม่ถึง 160 เซนติเมตร หรือหน้าตาไม่หล่อไม่สวยตามเกณฑ์มาตรฐานเข้าไปใช้บริการ หรือองค์กรธุรกิจยักษ์ใหญ่เลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างชายแตกต่างกับลูกจ้างหญิงอย่างไรก็ได้ หรือห้องเช่าที่พักของเอกชนที่ห้ามผู้เช่าแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เป็นไปได้

แต่ถ้าถือว่า สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้นมีผลใช้บังคับกับเอกชนเช่นเดียวกับหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐ ก็จะเกิดความพิลึกพิลั่นไปอีกแบบหนึ่ง เช่นการกำหนดพื้นที่จอดรถพิเศษสำหรับลูกค้าระดับพิเศษ หรือการมีเลานจ์สำหรับลูกค้าชั้นดีในห้างสรรพสินค้าหรือของสายการบิน ก็น่าจะทำไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม

เรื่องก็จะกลายเป็นว่า หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้นกลับไปจำกัดเสรีภาพในการดำเนินธุรกิจหรือในการทำสัญญาของเอกชนเกินสมควรแก่เหตุไป

หรือเราอาจจะใช้แนวทางที่ประนีประนอมกว่านั้น คือการถือว่า สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในบางเรื่อง ที่จัดว่าเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” หรือที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น ถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ข้อตกลงระหว่างเอกชนต่อเอกชนนั้นจะยกเว้นหรือละเมิดจนเกินขอบเขตไม่ได้

สัญญาไอดอลของน้องๆ BNK48 ที่กำหนดกฎเหล็กที่ครอบคลุมวิถีชีวิตส่วนตัว และเสรีภาพในการแสดงออกนั้นจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนหรือฟันธงได้ เพราะทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น คือความพยายาม “ตอบคำถาม” ด้วยตรรกะความเป็นไปได้ของกฎหมาย ที่สุดท้ายแล้ว คงจะต้องขึ้นกับการวินิจฉัยของศาลที่จะวางแนวบรรทัดฐานไว้ หากจะมีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมาโต้แย้งกันเองระหว่างเอกชนต่อเอกชนในสัญญาทางแพ่งต่อไปในอนาคต

อันที่จริงแล้ว ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงหรือข้อกำหนดสัญญาจะกำหนดไว้พิสดารปานใดก็ได้ ตราบเท่าที่คู่กรณียอมรับปฏิบัติตามโดยไม่โต้แย้งหรือใช้สิทธิทางศาลให้เป็นเรื่องเป็นราว และไม่มีบุคคลภายนอกไปโต้แย้งบอกล้าง

“กฎเหล็ก” ตามสัญญาไอดอลของน้องๆ BNK48 จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่นั้น เรายังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ สำหรับตัวไอดอลแล้ว อาศัยเพียงหลักความ “ชอบด้วยใจ” ของพี่ๆ น้าๆ และบรรดาชาวโอตะผู้เป็นสาวก แค่นั้นก็พอ หากเราอยากสัมผัสน้องๆ ที่เรา “โอชิ” อย่างใกล้ชิด ก็ต้องไปหาบัตรจับมือและไปรอต่อคิวกันตามระเบียบ หรือว่างๆ ก็ไปมองน้องๆ ผ่านห้องกระจกที่เรียกว่าตู้ปลา แต่อย่าหวังเรื่องการถ่ายรูปคู่หรืออะไรมากไปกว่านั้น

นอกเสียจากท่านจะเป็นคุณลุงผู้มีอำนาจท่านหนึ่งแถวทำเนียบ ที่ต้นสังกัดให้น้องไปจับมือให้กำลังใจฟรีไม่ต้องมีบัตร อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง