การออกมาให้สัมภาษณ์ของ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกฎหมายของรัฐบาล ระบุว่างานด้านการปฏิรูปกฎหมาย 4 ปีที่ผ่านมา ยังไปไม่ถึงไหน
เป็นการสะท้อนภาพการทำงานตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลว่า ยังคงวนเวียนอยู่แต่ประเด็นเดิม ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร
สาเหตุบางส่วนเกิดจากการให้หน่วยงานรัฐเป็นคนเขียนแผนปฏิรูป
เหมือนกับการให้คนถูกปฏิรูปมาทำการปฏิรูป หรือเหมือนกับให้ผู้รับเหมาก่อสร้างมาเป็นคนตรวจงานก่อสร้าง แล้วจะสำเร็จได้อย่างไร เพราะธรรมชาติของคน มักจะมองไม่เห็นจุดเสียของตัวเอง
ในเมื่อแผนปฏิรูปไปไม่ถึงไหน ย่อมทำให้เกิดแรงกดดันกับทางรัฐบาล
เพราะที่ผ่านมารัฐบาลประกาศมาตลอดว่า ขอเวลาไม่นานในการปฏิรูปประเทศ
แต่ขณะนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้ ระยะเวลาเริ่มนับถอยหลัง เป็นช่วงใกล้เลือกตั้งที่ทางรัฐบาลประกาศว่าจะเดินตามโรดแมป คาดกันว่าน่าจะมีการจัดเลือกตั้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562
ทำให้เริ่มเกิดคำถามหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่าไหนรัฐบาลบอกว่าจะปฏิรูป ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย
ยิ่งคนไทยเป็นคนเบื่อง่ายด้วยแล้วละก็ กระแสโจมตีเรื่องการปฏิรูปจะหนักขึ้นเรื่อยๆ และจะแรงที่สุดในช่วงก่อนการเลือกตั้ง หลังจากมีการปลดล็อกให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้
เมื่อถึงเวลานั้น รับรองได้ว่า กระแสโจมตีเรื่องการปฏิรูปจะหนักหน่วงกว่านี้อีกมาก
เชื่อว่ารัฐบาลก็รู้ปัญหานี้อยู่เต็มอก ดังนั้น นับจากนี้ไปคงสั่งเดินหน้าปฏิรูปในด้านต่างๆ อย่างเต็มตัว
แต่ก็อย่างที่อาจารย์บวรศักดิ์ชี้ให้เห็นปัญหา ภาคราชการไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง และไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศไทย หากจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนถึงขั้นที่เรียกว่าการปฏิรูปในด้านต่างๆ
การพูดอาจง่าย แต่การปฏิบัติ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
และยิ่งมาเจอกับสถานการณ์ที่ทางรัฐบาลต้องเร่งรวบรวมเสียง ส.ส.ให้เพียงพอต่อการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก หลังการเลือกตั้ง
มีการใช้พลังดูด ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้มาสนับสนุน ด้วยวิธีต่างๆ ทำให้นักการเมืองออกมาโจมตีว่าวิธีการไม่ต่างจากนักการเมืองที่นายกรัฐมนตรีเคยวิจารณ์เอาไว้ ทั้งการกดดันตัวบุคคลอดีต ส.ส. หรือแม้แต่การดึงงบประมาณลงพื้นที่
ยิ่งเหมือนเป็นการสะท้อนภาพของการปฏิรูปไปไม่ถึงไหนให้ชัดเจนขึ้น
แต่สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้น ควรระวังว่าประเด็นเรื่องการปฏิรูป จะกลายเป็นเหมือนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น
มักถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลข้ออ้างในการยึดอำนาจของทหาร
แต่จนถึงที่สุดแล้ว เมื่อมีการยึดอำนาจแล้ว การทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่ได้ลดลงไป แต่อาจจะเปลี่ยนมือจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่งหรือไม่
การปฏิรูปก็เช่นกัน อาจเป็นเพียงข้ออ้างว่าการปฏิรูปยังไม่เสร็จ ตามที่รับปากกับพี่น้องประชาชนไว้ว่าจะต้องทำก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงยังไม่ควรจะมีการเลือกตั้ง
จะกลายเป็นว่า ทั้งการปฏิรูปและการปราบทุจริต จะเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อให้ผู้มีอำนาจได้ยึดอำนาจ สืบทอดอำนาจต่อไป หรืออาจเป็นเพราะรู้ดีว่า เมื่อลงหลังเสือแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

