ชัยชนะของ มหาธีร์ โมฮัมหมัด นักการเมืองรุ่นลายคราม วัย 92 ปี หวนคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมทำสถิติโลกเป็นผู้นำอาวุโสที่สุด ทำให้มีประเด็นมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์การเมืองไทยอย่างคึกคัก
บางคนก็มองเรื่อง “สึนามิประชาชน” หรือ ฺ ที่ทำให้พรรคแนวร่วมแห่งชาติฝ่ายรัฐบาลพ่ายหมดรูปอย่างไม่น่าเชื่อจนกระเด็นหลุดจากฝ่ายบริหารเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ทศวรรษ
บ้างก็มองมุมต้นเหตุแห่งชัยชนะว่า รัฐบาลที่อื้อฉาวทุจริตมากๆ ไม่มีทางจะไปรอด ต้องถูกประชาชนลงโทษ
บ้างมองว่าการเลือกตั้งนี้เป็นชัยชนะของประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนตัดสิน คนแพ้ก็ยอมรับ ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคไป ส่วนผู้ชนะก็เดินหน้าทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ ว่าจะทวงคืนเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ที่เชื่อว่าถูกยักยอกจากกองทุนของประเทศ
บ้างมีประเด็นคนมองเปรียบเทียบด้วยว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่อายุมากๆ ของบ้านเรา อาจหวนกลับมารับตำแหน่งได้เหมือนมหาธีร์ก็ได้ (ฮา..อันนี้ฮา)
การกลับมาสู่ตำแหน่งผู้นำของมหาธีร์อยู่บนหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย คือประชาชนเสียงส่วนใหญ่เลือกผ่านแนวร่วมพรรคการเมือง
ดังนั้นหากจะยึดมหาธีร์โมเดลแล้ว ใครก็ตามที่จะกลับเข้ามาสู่ตำแหน่งผู้นำได้อีกต้องเคารพในเสียงส่วนใหญ่ก่อน ถ้าไม่เคารพแล้วไปปูทางให้ทหารเข้ามายึดอำนาจหรือล้มกระดานประชาธิปไตยได้ อันนั้นถือว่าผิดโมเดล และเป็นการเปรียบเทียบหรือเทียบเคียงที่ผิดพลาด
ปัจจุบันการติดตามสถานการณ์ต่างประเทศแล้วนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ภายในประเทศเป็นไปตามกระแสของการไหลเวียนของข่าวสารที่ทำให้คนได้รับข้อมูลข่าวสารกันรวดเร็วและใกล้ชิดขึ้น
นอกจากเรื่อง ดร.มหาธีร์แล้ว ในสัปดาห์นี้มีเหตุการณ์ที่ทหารอิสราเอลปราบปรามผู้ประท้วงปาเลสไตน์จนเสียชีวิตเกินครึ่งร้อยเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจหลายๆ คน
โดยเฉพาะวิธีจัดการของกองทัพที่ใช้หน่วยสไนเปอร์ยิงใส่ผู้ประท้วง ตามมาตรการปกป้องพรมแดน ปกป้องตนเองจากกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
การใช้ข้ออ้างรักษากฎหมายและความมั่นคงจัดการเอาชีวิตคนได้ง่ายดายแบบนี้ ทำให้น่าคิดไปถึงเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคมปี 2553 ของบ้านเรา แง่ที่ว่าพลเรือนถูกจับผสมไปเป็นผู้ก่อการร้ายหมด
เมื่อใดก็ตามที่คนไม่มองคนว่าเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ มีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงที่ผูกพัน แต่มองเป็นศัตรูที่จ้องปองร้ายกันและหวาดระแวงกัน การเข่นฆ่าเอาชีวิตก็จะเกิดได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกันการปรองดองก็จะทำได้ยากขึ้น เพราะการใช้อำนาจเหนือผู้อื่น ไม่เห็นสิทธิของผู้อื่น หรือไม่เห็นหัวผู้อื่นจะทำให้อีกฝ่ายเกิดความคับแค้นใจและไม่เข้าใจ
ยิ่งถ้ายังมีการใส่ร้ายเพื่อสร้างความเกลียดชัง มีวาทะซ้ำเติมอย่างที่เคยเป็นมา ไม่ว่าพวกเผาบ้านเผาเมือง ฆ่ากันเอง พวกหลงผิด ฯลฯ ก็จะยิ่งทำให้การแก้ไขเยียวยายากขึ้นไปทุกที
ในเมื่อเรามีตัวอย่างในต่างประเทศให้เห็นแล้วและเปรียบเทียบกับบ้านเราได้ด้วย น่าจะเลือกมาใช้เตือนใจโดยไม่บิดเบือน
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

