หน้าแรก คอลัมนิสต์ สนธิสัญญาหยุด...

สนธิสัญญาหยุดยิงระหว่างพม่า-กะฉิ่นครั้งที่สอง สงครามกับการเมืองภายในพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

18.05.18 | 13:00 น.
ที คุน มยัต (ขวา) ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบัน และอู วิน มยิ้น (ซ้าย) ประธานาธิบดีคนล่าสุดของพม่า (ภาพจาก China Plus)

ครั้งหนึ่ง รัฐบุรุษและอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 1906 (พ.ศ.2449) ว่า “ในภาวะสงคราม คนเราถูกสังหารได้แค่ครั้งเดียว แต่ในทางการเมือง เรากลับถูกสังหารนับครั้งไม่ถ้วน” คำกล่าวนี้เป็นหนึ่งในวรรคทองของเชอร์ชิลล์ที่นักการเมืองทั่วโลกนำมาเป็นเครื่องเตือนใจ ในคำกล่าวชุดเดียวกันนี้ เชอร์ชิลล์ยังเคยพูดว่า “การเมืองน่าตื่นเต้นพอๆ กับสงคราม และก็อันตรายพอๆ กันด้วย” ประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมาหลายร้อยปีย้ำให้เราเห็นว่าสงครามเป็นเนื้อเดียวกับการเมือง และการเมืองก็เป็นหนึ่งเดียวกับสงคราม ย้อนกลับมาที่พม่า บทเรียนในช่วง 7 ทศวรรษที่ผ่านมายิ่งตอกย้ำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเมืองภายในประเทศกับสงครามกลางเมืองกับชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มที่ยืดเยื้อมานาน แม้จะมีความพยายามเจรจาสันติภาพ แต่ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ความขัดแย้งในรัฐกะฉิ่นชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการเจรจาระหว่างผู้นำในรัฐบาล กองทัพพม่า และผู้นำกะฉิ่น

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนเขียนถึงที่มาของความขัดแย้งทางเชื้อชาติ กรณีของกะฉิ่น และกล่าวถึงการเจรจาหยุดยิงครั้งแรกที่มาสิ้นสุดในปี 1961 (พ.ศ.2504) เพราะรัฐบาลกลางและกลุ่มติดอาวุธของกะฉิ่นในนาม KIA หรือกลุ่มติดอาวุธภายใต้ KIO (Kachin Independence Organization) เจรจากันไม่สำเร็จ และนำมาสู่การสู้รบและวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยเป็นระยะ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มาร์ติน สมิธ (Martin Smith) นักหนังสือพิมพ์ที่เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในพม่า มองว่ารัฐกะฉิ่นมักเป็นเหยื่อของสงครามในพม่า ด้วยความที่พื้นที่กะฉิ่นเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อยู่ใกล้จีนและอินเดีย ประกอบกับทรัพยากรมีค่าที่มีมากมาย ทำให้รัฐกะฉิ่นเป็นพื้นที่ให้ผู้มีอำนาจเข้าไปจับจองผลประโยชน์อยู่ไม่ขาดสาย เมื่อครั้งที่พม่ายังรบกับพรรคคอมมิวนิสต์และชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ หลังได้รับเอกราช กองกำลังของกะฉิ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์และได้รับการยกย่องโดยรัฐบาลอังกฤษให้เป็นชนชาตินักรบ (martial race) ยังรบเคียงข้างกองทัพพม่า

แต่ความบาดหมางครั้งใหญ่ระหว่างชาวกะฉิ่นและชาวพม่าเริ่มก่อตัวขึ้นในยุคที่พม่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภานี่แหละ…

ความขัดแย้งในเชิงอัตลักษณ์และศาสนาเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกๆ เมื่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอู นุ ประกาศจะทำให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้ชาวกะฉิ่นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ไม่พอใจรัฐบาล ลัทธิชาตินิยมที่คุกรุ่นอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ยิ่งทำให้ผู้นำกะฉิ่นบางคนประกาศสงครามกับรัฐบาลพม่า โดยเฉพาะหลังรัฐประหารของนายพลเน วิน ในปี 1962 เมื่อกองทัพพม่าฉีกรัฐธรรมนูญปี 1947 ทิ้ง และประกาศว่าจะรักษาความสมัครสมานสามัคคีภายในชาติ และจะป้องกันไม่ให้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวออกไป ความรุนแรงของสงครามกลางเมืองในรัฐกะฉิ่นล้วนเกิดขึ้นเพราะนโยบายการเมืองของรัฐบาลกลางที่ไม่ปรารถนาจะทำตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ และการใช้อุดมการณ์แบบรัฐทหาร ที่มักอ้างถึงการรวบรวมดินแดนและการสร้างรัฐพม่ายุคจารีตของกษัตริย์ 4 พระองค์ ซึ่งยิ่งสร้างความร้าวฉาน จนทำให้ชาวกะฉิ่นและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ร่วมก่อตั้ง NDF (National Democratic Front) หรือแนวหน้าเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ ขึ้นมาในปี 1976 (พ.ศ.2519) เพื่อเรียกร้องการตั้งสหพันธรัฐ และอิสรภาพในการปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย ผู้นำ KIO บางคน อย่างซากุง ติง ยิง (Zakhung Ting Ying) ยังไปเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เพื่อร่วมกันกำจัดอิทธิพลของพม่าออกไปจากรัฐกะฉิ่น สมิธประเมินว่าการสู้รบในรัฐกะฉิ่นระหว่างปี 1961-1986 น่าจะทำให้มีประชาชนเสียชีวิตถึงกว่า 3 หมื่นคน อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในรัฐกะฉิ่นไม่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกมากนัก เพราะการติดต่อสื่อสารที่ลำบาก และภูมิประเทศของรัฐกะฉิ่นที่เป็นเทือกเขาสูง การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับนักรบกะฉิ่นกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ

หลังสู้รบกันต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกะฉิ่นก็เริ่มทุเลาลงบ้างภายหลังเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ในปี 1988 (พ.ศ.2531) เมื่อนายพลเน วินลงจากตำแหน่ง เปิดโอกาสให้ SLORC เข้ามาบริหารงานแทน ในช่วงแรกของ SLORC ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศ เนื่องจาก SLORC มีมาตรการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และความพยายามเจรจาสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย และ SLORC เองก็มองว่าการเจรจากับตัวแทนกะฉิ่นมีความสำคัญมากกว่าการเจรจากับชนกลุ่มน้อยอื่นใด

Advertisement

ในปี 1994 (พ.ศ.2537) กองทัพพม่าภายใต้พลเอกตาน ฉ่วย และผู้นำ KIA ลงนามในข้อตกลงหยุดยิง หลังรัฐบาลพม่าสามารถยึดเหมืองหยกหลายแห่งที่ก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของ KIA มาเป็นของตนได้ อย่างไรก็ดี ในระหว่างที่มีข้อตกลงหยุดยิงนี้ ความวุ่นวายในรัฐกะฉิ่นยังเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน เพราะรัฐบาล SLORC ใช้โอกาสของ “สันติภาพ” นี้เข้าไปหาผลประโยชน์ในรัฐกะฉิ่น ทั้งการเจรจากับรัฐบาลจีนให้
มาสร้างเขื่อนมยิตโซน การตัดไม้เถื่อน และการหารายได้ในอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ชาวกะฉิ่นมากที่สุด คือการทำเหมืองหยก โครงการของรัฐบาลพม่าก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ รัฐพม่ายังต้องการควบคุม KIA ที่เป็นกองกำลังของชนกลุ่มน้อยที่เข้มแข็งที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของพม่าให้มีสถานะเป็นเพียงกองตำรวจตระเวนชายแดนและโอนมาอยู่ในความควบคุมของกองทัพพม่า และคณะกรรมการการเลือกตั้งของพม่ายังปฏิเสธไม่ยอมให้ 3 พรรคการเมืองของชาวกะฉิ่นจดแจ้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อเข้าชิงชัยในสนามการเลือกตั้งปี 2010 (พ.ศ.2553) ด้วย ประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำ KIA จนทำให้ KIA ต้องกลับมาเปิดฉากโจมตีกองทัพพม่าอีกครั้งในปี 2011 (พ.ศ.2554) ปิดฉากข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่มีมานาน 17 ปีลง

ในปัจจุบัน ปัญหาในรัฐกะฉิ่นยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมนั่งโต๊ะเจรจาหยุดยิง ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐกะฉิ่นชี้ให้เห็นกระบวนการสันติภาพในพม่าที่พิกลพิการ และไม่สามารถสร้างความปรองดองในชาติได้จริง ด้วยทรัพยากรในเขตกะฉิ่นและการขึ้นมาของรัฐบาลพลเรือน กองทัพพม่ามีความชอบธรรมที่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสันติภาพในรัฐกะฉิ่น โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อความสมัครสมานสามัคคีภายในชาติ

ท้ายที่สุดการแต่งตั้งที คุน มยัต (T Khun Myat) อดีตพ่อค้านักธุรกิจ ที่มีข่าวอื้อฉาวเรื่องการค้ายาเสพติดและธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ขึ้นมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบัน คงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้บ้างว่าสำหรับการเมืองในพม่า ผลประโยชน์แห่งชาติ ผลประโยชน์ของกองทัพ และผลประโยชน์ของนักธุรกิจใหญ่ๆ ล้วนเป็นเนื้อเดียวกัน และผลประโยชน์ทั้งสามนี่เอง ที่ยังสร้างความหายนะต่อชีวิตประชาชนหลายสิบล้านคนมาจนถึงปัจจุบัน