หน้าแรก คอลัมนิสต์ (รู้ทัน) เศรษ...

(รู้ทัน) เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ : โดยไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

18.05.18 | 13:00 น.

Globalization โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการไม่ใช่ระบบ และก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ไม่เหมือนทุนนิยมหรือประชาธิปไตยที่อาจมองเป็นระบบได้

เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ เป็นกระบวนการที่การค้า การลงทุน หรือปัจจัยการผลิต เช่น แรงงานทุนผู้ประกอบการ ความคิดความรู้ เทคโนโลยี สามารถเคลื่อนย้ายเข้าถึงมีปฏิสัมพันธ์กันข้ามรัฐ ได้สะดวกหรือง่าย มีความมั่นคงปลอดภัยคาดเดาได้ ถ้ากิจกรรมมีปริมาณมาก หรือมีอุปสรรคการกีดกันน้อย จากข้อบังคับของรัฐ ต้นทุนทางธุรกรรมก็จะต่ำ

โลกาภิวัตน์มีมาตั้งแต่เมื่อไร Andre Gunder Frank คิดว่ามันเกิดขึ้นเมื่อห้าพันปีมาแล้ว ขณะเดียวกันก็มีนักวิชาการจำนวนมากคิดว่าช่วงหลังโคลัมบัสค้นพบอเมริกาน่าจะเข้าข่ายคือราว ค.ศ.1500 เป็นต้นมา เพราะการค้าทางไกลระหว่างภูมิภาคโลกหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่เห็นพ้องต้องกันคือ คลื่นใหญ่แรกของโลกาภิวัตน์สมัยแรกคลื่นแรกน่าจะเป็นช่วงกลางศตวรรษที่ 19 หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายศตวรรษที่ 18 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญๆ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ และที่สำคัญมากคือการขนส่งที่ถูกลงและเร็วขึ้น และในศตวรรษที่ 19 มีช่วงของการเปิดเสรีการค้า ลดกำแพงภาษีนำเข้าโดยมีอังกฤษเป็นผู้นำ เป็นอยู่ประมาณสี่สิบปีจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มมีการกีดกันทางการค้าเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงที่สุด การค้าการลงทุนชะงักงันในช่วงตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 19 นี้ ปริมาณการเคลื่อนย้ายแรงงานโลก โดยเฉพาะจากยุโรปไปอเมริกาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ การค้า การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีหนาแน่นมาก นอกจากนี้ เราได้เห็นความแตกต่างระหว่างประเทศของราคาสินค้าทั้งโภคภัณฑ์และอุตสาหกรรมแคบลงมากซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องชี้บอกถึงความลุ่มลึกของกระบวนการโลกาภิวัตน์

แม้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าสู่ยุคเติบโตได้ดีมีเสถียรภาพโดยเฉพาะในประเทศกลุ่มรายได้สูง การค้าโลกเติบโตสูงแต่ในระบบ Bretton Wood ที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่จนถึงต้นทศวรรษ 70 นั้น ประเทศส่วนมากยังควบคุมการไหลของเงินทุน เราจึงมักมองคลื่นลูกที่สองของโลกาภิวัตน์ให้อยู่ในช่วงหลังระบบ Bretton Wood สิ้นสุดลง ประเทศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวกันมากขึ้น ซึ่งอยู่ในช่วงทศวรรษ 80 บ้าง หรือ 90 เมื่อระบบสงครามเย็นจบลงและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์ การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นต้น

ดูเหมือนเรากำลังอยู่ในคลื่นใหญ่ยุคสองที่ยาวนาน โลกมีความก้าวหน้าและเป็นไปอย่างทั่วถึงแบบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แน่นอนปัญหาเก่าและใหม่ก็ยังมีอยู่เสมอทั้งกลุ่มประเทศเจริญมากกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศกำลังพัฒนากว่าร้อยประเทศทั้งที่ยังยากจนและมีรายได้ปานกลาง ล้วนเจริญก้าวหน้าขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 60 ช่วงแรกและช่วงหลังทศวรรษ 90 เป็นต้นมา

Advertisement

ถ้าโลกมันดีขึ้นชัดๆ ในเกือบทุกๆ ด้าน ขณะที่กระบวนการโลกาภิวัตน์เข้มข้นและลึกขึ้น โลกาภิวัตน์น่าจะเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่ zero sum game ทำไมโลกทุกวันนี้จึงยังหาฉันทานุมัติไม่ได้ มีฝ่ายเอาหรือ pro globalization และฝ่ายไม่เอา หรือ anti globalization และมีการชุมนุมต่อต้านการประชุมขององค์กรโลก เช่น WTO, IMF หรือธนาคารโลกอยู่เสมอเรื่อยมา ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีเพราะเขาสร้างภาพของการไม่รับระบบโลกเสรีนิยมทางเศรษฐกิจที่อเมริกาเป็นผู้นำผลักดัน กระแสชาตินิยมความไม่ศรัทธาในโลกาภิวัตน์ การค้าเสรีมีมากขึ้นต่อเนื่องใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เขียนคิดว่าความเข้าใจการเข้าถึงและการตีความ ความจริงกับความเชื่อความรู้สึกหรือทัศนคติ คือปัญหาหลักที่สำคัญ แม้ว่าฝ่ายต่อต้านไม่เอาโลกาภิวัตน์นั้นก็มีเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้เช่นกัน

ประการแรก เราต้องเข้าใจว่า แม้ในระยะยาวทุกอย่างดูดีขึ้นทั้งทางสถิติหรือในชีวิตจริง แต่ในระหว่างทางที่รายได้ต่อหัวสูงขึ้น ชีวิตยืนยาวขึ้น คนยากจนลดลงในยี่สิบปีหลังนี้กว่าพันล้านคน โลกาภิวัตน์นำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพที่รุนแรง บ่อยครั้งเป็นวิกฤตใหญ่ๆ เกิดขึ้นทั้งในยุโรป อเมริกาทั้งเหนือและใต้ และเอเชีย มีจีน (รองมาอาจเป็นอินเดีย) เท่านั้นตั้งแต่ปลายทศวรรษ 70 เป็นต้น ที่เป็นข้อยกเว้น จีนไม่เคยเจอวิกฤตการเงินใหญ่ๆ วิกฤตแต่ละครั้งนำมาซึ่งความเสียหายมหาศาลทั้งตัวเงินและชีวิตจิตใจ กรณีของไทยจะเห็นได้ชัดเจนว่า เรามีช่วงแรกๆ ทศวรรษ 70 ที่ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น แต่หลังจากนั้นเรื่อยมา เราหรือประเทศในอาเซียนไม่ใช่กลุ่มประเทศต่อต้านทุนต่างชาติ เราเริ่มรู้สึกทั้งรักทั้งชังทุนต่างชาติ (ไม่ใช่การค้า) ก็เมื่อเราเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2541 เพราะเราไปเปิดเสรีทางการเงินในสภาพที่ไม่พร้อมและยังดันทุรังใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หรือแม้ถ้าไม่เผชิญวิกฤตทางการเงิน ประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายล้วนต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วงสองสามทศวรรษ เมื่อประเทศเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาคบริการที่ใหญ่ขึ้น ภาคอุตสาหกรรมใช้คนงานน้อยลงและมีสัดส่วนใน GDG เล็กลง หรือ Deindustrialization ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ปัจจัยเรื่องเทคโนโลยีเป็นมูลเหตุที่สำคัญมากกว่าผลของการค้าหรือการขาดดุลการค้าจากการเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูก เช่น เหล็ก สิ่งทอ เสื้อผ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สินค้าบริโภค เป็นต้น งานวิจัยมักชี้ให้เห็นชัดเจนว่าการขาดดุลการค้า 3-4% ของ GDP ของอเมริกาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม จากจีนหรือยุโรปนั้น มีผลเล็กน้อยมากต่อการลดลงของการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม แต่เราต้องยอมรับว่าก็มีคนงานโดยเฉพาะระดับที่ทักษะต่ำได้ค่าจ้างไม่ดีขึ้นหรือตกงานนานจะไม่พอใจ (เช่น ในหลายมลรัฐที่ทำให้ทรัมป์ชนะ) แม้ภาคบริการได้เป็นแหล่งรองรับคนงานใหม่เพิ่มขึ้นหลายล้านคน ในประเด็นนี้มีข้อสังเกตว่า กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่มีระบบเศรษฐกิจที่เปิดสูงกว่าอเมริกา แต่มีระบบเศรษฐกิจรัฐสวัสดิการดีกว่าสหรัฐ คนจะไม่ต่อต้านโลกา
ภิวัตน์มากเหมือนที่อื่น แต่จะต่อต้านผู้ลี้ภัยและแรงงานอพยพโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศมุสลิม

ประการที่สอง ตั้งแต่มี GATT เรื่อยมาถึงการเกิด WTO ปี 1995 ประเทศรายได้สูงได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจนอยู่ในระดับต่ำ (ยกเว้นบางสินค้า) แต่ระบบการค้าก็ไม่เคยเสรีจริงและมีความไม่ยุติธรรมอยู่มาก ระบบยังมีลักษณะกีดกันผ่านมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การตั้งภาษีสูงหรือใช้โควต้าโดยอ้างการทุ่มตลาดขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุน การผลักดันให้เปิดตลาดภาคบริการและการเงิน (ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อในอุดมการณ์เสรีนิยมของ IMF) การให้เงินอุดหนุนชาวนาและกีดกันตลาดสินค้าเกษตรจากประเทศรายได้ต่ำ มีการเอานโยบายการค้ามาผูกกับการกำหนดมาตรฐานแรงงานที่ไม่เหมาะกับประเทศยากจนหรือการบังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรผ่าน WTO โดยเฉพาะเรื่องยาที่เป็นภัยต่อผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนา ตัวอย่างเหล่านี้ สร้างความไม่พอใจให้กับทั้งรัฐบาลและกลุ่ม NGO โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงระบบการอภิบาลหรือ governance ระดับโลกที่ยังกระจุกที่กลุ่ม G7 โลกตะวันตกโดยมีสหรัฐเป็นหัวโจกและโลก รวมทั้งการไม่ยอมเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและการตัดสินใจในองค์กรที่ผูกขาด เช่น IMF ธนาคารโลก เราจึงได้เห็นการเกิดองค์กรทางเลือกใหม่ๆ คู่ขนาน เช่น กลุ่ม BRICS และกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งยุทธศาสตร์จีน เช่น AIIB, BELT AND ROAD เป็นต้น

นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์มีข้อดีที่ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นผลดีแก่โลก แต่ก็มีด้านลบเพราะอุตสาหกรรมที่สำคัญๆ ของโลกมีการผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติน้อยรายในหลายอุตสาหกรรม บริษัท 2-6 บริษัทสามารถคุมส่วนแบ่งตลาดหรือการผลิตสูงถึงร้อยละ 60-100 เราพบว่ามีการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจสูงขึ้นมากเช่นกัน

ประการที่สาม แม้ในด้านบวก วันนี้โลกกำลังมีการกระจายอำนาจพลังทางเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนจากโลกขั้วเดียวนำโดยสหรัฐหลังสงครามโลกมาเป็นโลกหลายขั้วในปัจจุบัน แม้จีนและอินเดียเป็นประเทศที่มีน้ำหนักสูงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่สถิติชี้เห็นชัดเจนว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ล้วนมีส่วนร่วมได้ดิบได้ดีในทุกๆ เรื่องไม่ใช่เพียงแต่รายได้ที่สูงขึ้น คนยากจนลดลง การศึกษาสุขภาพของคนดีขึ้น คนอายุยืนยาวขึ้น นอกจากนี้ สัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในตลาดโลกสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด (ช่วง 20 ปีคือ ค.ศ.1990-2010 เพิ่มขึ้นจาก 24% เป็น 43%) ลดสัดส่วนแบ่งตลาดของยุโรปและอเมริกา เงินทุนไหลเข้าภาคเอกชนทั้งการลงทุนทางตรงและอื่นๆ สู่ประเทศกำลังพัฒนานี้สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แน่นอนว่าโดยรวมประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น โอกาสจากตลาดที่กว้างขวาง คนงานมีรายได้สูงขึ้น มีการนำเข้าสินค้าทุน ความรู้ เทคโนโลยีและเงินทุนจากประเทศที่เจริญแล้วในช่วงแรกๆ (ในระยะหลังประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนเป็นผู้ส่งออกทุนสุทธิไปยังประเทศที่เจริญแล้ว) ชัดเจนว่าผู้บริโภคได้สินค้าราคาถูกและดี โลกาภิวัตน์ทำให้โลกได้ใช้และตอบแทนแรงงานตามอุปสงค์และอุปทาน แรงงานที่มีฝีมือและขาดแคลนจะได้ประโยชน์สูง แรงงานจากประเทศกำลังพัฒนาส่งเงินกลับไปยังประเทศปีหนึ่งจำนวนมาก

แต่ผู้บริโภคที่ได้ประโยชน์มักจะเงียบ คนที่เสียประโยชน์ เช่น ผู้ผลิตที่ไม่สามารถแข่งขันได้ คนงานการศึกษาน้อยไร้ฝีมือจะเสียเปรียบ กลุ่มนี้มักรวมตัวโวยวายและไปเลือกตั้งคนอย่างทรัมป์ ที่บอกจะช่วยเหลือทุกวิถีทาง แต่ในความเป็นจริงจะพบว่าการกีดกันทางการค้านั้น ถ้าทุกประเทศทำกันหมด ตอบโต้กันไปมาจะไม่มีใครได้ จะเป็น zero sum game

ผู้เขียนคิดว่าต่อให้มีสิบทรัมป์ในโลกก็คงยากที่โลกเราวันนี้จะกลับไปเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ค้าขายกันน้อยเหมือนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการมีผลดีต่อโลก แต่มันจะขึ้นอยู่กับการที่รู้จักใช้มัน ถ้าเรามองความสำเร็จของจีนในรอบเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าจีนเข้าร่วมกระบวนการโลกาภิวัตน์เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ดูได้จากสัดส่วนของการค้าต่างประเทศต่อ GDP และมีการเปิดเสรีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการค้าและเงินทุน แต่จีนทำแบบเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อพร้อมและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแข็งแกร่งขึ้นก็จะผ่อนคลายและเปิดเสรี ที่ทรัมป์ทำกับจีนตอนนี้ไม่ได้ผิดแต่มันช้าไปแล้ว เพราะวันนี้จีนแข็งแกร่งและเปลี่ยนไปมากหลังจากเป็นสมาชิก WTO ในปี 2001 ในอดีตจีนทำตรงกันข้ามกับที่สหรัฐและ IMF สอนให้ประเทศกำลังพัฒนาทำ จีนไม่เอาหรือไม่เล่นด้วย จีนไม่ยอมรับ Washington consensus เพราะฉะนั้น จีนมีรัฐที่ทำการค้าขายและลงทุนแทรกแซงควบคุมการค้าการลงทุนผ่านทุนนิยมแห่งรัฐหรือ State Capitalism เช่น ตั้งกำแพงภาษีสูง กดค่าเงินให้อ่อนกว่าที่ควรเป็นเพื่อส่งเสริมการส่งออก คุมเงินทุนเข้าออกไม่ให้เสรี เปิดการลงทุนโดยตรงแบบมีเงื่อนไขเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี หลายอย่างที่จีนทำอเมริกาก็ทำมาแล้วในศตวรรษที่ 19 รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ ระบบโลกเศรษฐกิจที่ดีก็ไม่ควรเป็นระบบที่ One Size Fit all ให้ทุกคนมีนโยบายเหมือนๆ กันหมด และควรมีแต้มต่อให้กับประเทศที่ยากจนโดยไม่มีเงื่อนไข