‘เขา และ เขี้ยว’ อำนาจแห่งเจ้าป่าอันศักดิ์สิทธิ์

5.04.16 | 15:55 น.
ภาพจาก Flickr.com

“เขา” และ “เขี้ยว” ตัวแทนแห่งอำนาจอันเก่าแก่ดั้งเดิม คู่กับโลกใบนี้มานานแสนนาน ย้อนหลังกลับไปถึงยุคดึกดำบรรพ์อันโด่งดัง แห่งไดโนซอรัสครองพื้นพิภพ ความแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ต่างวัดกันด้วยความใหญ่โง้งของเขาบนหัว โดยเฉพาะเขี้ยวขาวคมกริบวาววับ คือตัวกำหนดสถานะอย่างสำคัญ ระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่า

สืบทอดกฎเหล็กของธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง รุ่นแล้วรุ่นเล่ายาวนานเป็นร้อยล้านปี จนผ่านถึงยุคมนุษย์เดินดิน สู่ยุคหินยุคเหล็กมาปัจจุบัน ก็ยังไม่หนีห่างจากคำว่า “เขา” และ “เขี้ยว” มนุษย์ผู้ไม่มีเขาและน้อยเขี้ยว หากมากเนื้อสมอง จึงสร้างเขาและเขี้ยวเทียม ขึ้นปกป้องและเข้าจู่โจมในคราวเดียว

จากหอกหินกระดูกสัตว์ ไต่สถานะของนักล่าถึงชั้นบนสุดในเวลาไม่เนิ่นนาน “เขา” และ “เขี้ยว” วิวัฒนารุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางซากศพกองเลือดทับถมไว้เบื้องหลัง จากยุคธนูไม้เก่าคร่ำครึ จนถึงยุคธนูนิวเคลียร์ยิงกันให้สิ้นโลก หากไม่เคยพ้นไปจากกฎขึ้นต้นข้อแรกของธรรมชาติ “ผู้ล่าและผู้ถูกล่า” ไม่ว่าในโลกเผด็จการอำนาจล้น หรือสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่โลกประชาธิปไตย ผู้นิยมในทุนแสนเสรี ต่างวัดพละกำลังชี้นำความเป็นใหญ่ จัดแบ่งสถานภาพลำดับชั้นทางสังคม ในศรัทธาสูงสุดแห่งอำนาจ “เขาและเขี้ยวอันศักดิ์สิทธิ์” ศาสนาคู่โลกด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

เมื่อนึกถึงที่มาของคำแห่งอำนาจสองคำนี้ในภาษาไทย คำว่า “เขา-horn” คำว่า “เขี้ยว-fang” รวมถึงคำว่า “ขอ-hook” ต่างถือเป็นคำดั้งเดิมของพวกไท-ไตมานมนาน ตามที่ อ.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ ได้ศึกษาคำเก่าแก่ของพวกไท-ไต ไว้อย่างเป็นระบบเมื่อไม่กี่ปีมานี้

คำแต่ละคำ จะถูกออกเสียงคล้ายๆ กันเกือบทั้งหมู่พวกไท-ไต โดยคำว่า “เขี้ยว” ถูกใช้กว้างขวางกว่าคำอื่น และยังออกเสียงแปลกแปร่งจากเขี้ยวไปบ้าง เช่น แข้ว เข้ว หรือออกด้วยเสียงตัว ฮ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นต้นด้วยเสียง ข.ไข่

Advertisement

ถ้าอ่านที่ความหมายพื้นฐานจะพบว่าคำทั้งสามมีความหมายร่วมกัน แสดงออกในลักษณะยาวทรงกระบอก ตรงโคนใหญ่และเล็กเรียวแหลมไปทางปลาย อาจงอหรือเหยียดตรงก็แล้วแต่สภาพ หากซ่อนไว้ซึ่งอำนาจชนิดลึกลับน่ากริ่งเกรง

เมื่อตรวจสอบคำในภาษาอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นออสโตรนีเซียนสายหมู่เกาะ ก็ปรากฏคำรากเหง้าคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่เหมือนกัน เป็นความคุ้นเคยของบางสิ่งที่โคนใหญ่ปลายแหลมยาวเรียว และทรงพลังอำนาจ ในคำว่า “kit” เป็นคำต้นฉบับที่ถูกนำไปใช้ประกอบสร้างคำอยู่หลายคำ เช่น

คำว่า “bukit อ่านว่า บูกิต” ซึ่งแปลว่าภูเขา เป็นคำเดียวกับ เขา ของบ้านไทยที่โผล่พ้นผืนดินแหลมขึ้นไปในอากาศ มาจากคำเก่าสองคำผสมกันคือ “bu”+“kit” โดย “bu” แปลว่าบางสิ่งผุดโผล่ขึ้น เป็นคำ

เดียวกับ “ผู้” ของไท-ไต พอรวมความหมายเป็น “bukit” จึงออกได้เป็นภูเขา

คำว่า “bangkit อ่านว่า บังกิต” แปลว่าการลุกขึ้น ยืนขึ้น มาจากคำสองคำคือ “bang”+“kit” โดย “bang” แปลว่าการคลี่คลายขยายตัว เป็นคำเดียวกับ “บาง” ของไท-ไต เมื่อรวมกับ “kit” ผู้มีปลายเล็ก จึงกลายเป็นการลุกขึ้น

คำว่า “dikit อ่านว่า ดิขิต” หรือ “sedikit อ่านว่า เซอดิขิต” แปลว่าเล็กน้อย น้อยมาก นิดเดียว

รวมถึงคำว่า “sakit อ่านว่า ซากิต” แปลว่าการเจ็บไข้ได้ป่วย มาจากคำว่า “sa”+“kit” โดย “sa” คือตัวข้า ซึ่งยังค้นหาไม่เจอว่าไปแฝงอยู่ในคำของพวกไท-ไต ที่ตรงไหน เป็นตัวข้าที่ถูกอำนาจลึกลับคล้ายของแหลมเข้าทิ่มแทง จึงออกอาการเจ็บปวดและเจ็บป่วยตามมา ซึ่งตีความเป็นส่วนตัวว่าคือคำเดียวกับ “ไข้” ของพวกไท-ไต รวมถึงไทยสยาม
และคำว่า “kit” ในรูปลักษณ์ของเขางอกและเขี้ยวโง้ง ยังขยายความหมายไปถึง “gigit อ่านว่า กิกิต” คำเดียวกับ “กัด” ซึ่งเป็นอาการขบด้วยเขี้ยวทั้งบนและล่าง ที่คาดว่าถือกำเนิดมาไล่ๆ กัน

ถึงตรงนี้จึงพอมองเห็นภาพและค่อนข้างมั่นใจว่า “kit” ของภาษาอินโดนีเซีย เป็นคำเดียวกับ “เขา” และ “เขี้ยว” ของภาษาไทย และไท-ไต เป็นคำร่วมต้นรากชนิดดึกดำบรรพ์ ที่ต่อมาพัฒนาแตกหน่อออกไปในแต่ละฝั่งทะเล

โดยเฉพาะพวกไท-ไต พบคำมากมายที่คาดว่าเกิดจากเชื้อไขคำแห่งอำนาจ เช่น (ไม้) ขิด ขีด เคี้ยว ขอ แขวน สะกิด เกา ขูด ขุด ข้อง เกี่ยว ขึ้น เข้า เผลอๆ กินความไปจนถึงคำว่า ฆ่า อีกด้วย และสังเกตว่าคำชั้นหลังเหล่านี้จะออกเสียงนำด้วยตัว ข.ไข่ เป็นหลัก

จึงเป็นการสืบทอด “เขาและเขี้ยวอันศักดิ์สิทธิ์” ในอีกแนวทางหนึ่งของพี่น้องสองฝั่งทะเล พวกไท-ไตและอินโดนีเซีย

 

สุพัฒน์

เกิดที่จันทบุรี เมื่อ พ.ศ.2512 จบการศึกษาจากภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเดินทางไปสำรวจเหมืองถ่านหินในป่าฝนดิบชื้นแห่งหมู่เกาะทะเลใต้ ประเทศอินโดนีเซียเป็นเวลาหลายปี มีความสนใจพิเศษในด้านภาษาศาสตร์ จึงค้นคว้ารวบรวมข้อมูล พร้อมเสนอแนวคิดใหม่ผ่านบทความในชุด ‘สืบสานจากภาษา เชื่อมมหาสมุทร ขุดรากเหง้า คนไทยอยู่ที่นี่’ เผยแพร่ครั้งแรกใน ‘มติชนออนไลน์’