คนในสายมนุษยศาสตร์อย่างผม ไม่อาจมองอนาคตด้วยใบหน้าที่ปราศจากอคติได้ ดังนั้น ที่จะพูดต่อไปนี้จึงเต็มไปด้วยอคติทั้งส่วนตัว, ทั้งที่ถือร่วมกับคนอื่น และทั้งส่วนที่มั่นใจว่าอคติหรือ subjectivity เป็นหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในวิถีทางของการหาความรู้
ผมได้ยินนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งพูดทางทีวีว่า หากใช้หุ่นยนต์ในการผลิต แทนที่จะต้องใช้แรงงาน 20 คน ก็จะเหลือแรงงานเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ควบคุมหุ่นยนต์
แล้ว 19 คนที่เหลือจะไปทำอะไร นักเศรษฐศาสตร์อีกท่านหนึ่งเสนอว่า รัฐต้องลงทุนในการฝึกทักษะใหม่ให้แก่แรงงานด้วยวิธีแจกคูปองให้แก่คนตกงาน จะเลือกไปฝึกทักษะอะไรก็มีให้เลือก ข้าราชการของกระทรวงแรงงานอีกคนหนึ่งรีบมาเสริมว่า ต้องเป็นทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการนะ ไม่ใช่ฝึกทักษะที่ตัวเองสนใจหรือชอบ
ทักษะอันเป็นที่ต้องการคืออะไร รู้ได้ไม่ยากจากการวิเคราะห์เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้อยู่ในประเทศเวลานี้ แต่ความต้องการคืออะไรนี่สิครับ เป็นเรื่องของอนาคตโดยแท้ เพราะความต้องการแม้แต่ในการผลิตก็ผันแปรไปเรื่อยๆ อย่างที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว ยิ่งความต้องการของตลาดแรงงานยิ่งยากแก่การคาดเดาขึ้นไปอีก เอาคูปองฝึกทักษะไปฝึกเล่นดนตรีไทยจะได้ไหม (ผมไม่ทราบว่า ทำไมทีวีช่องนั้นจึงเสนอภาพคนแก่เล่นดนตรีไทยในตอนที่ข้าราชการพูดว่าต้องเป็นทักษะที่ต้องการ) ดูเหมือนไม่น่าจะได้เพราะเอาไปใช้ผลิตสินค้าไม่ได้ แต่ใครจะรู้ล่ะครับ ดนตรีไทยอาจเป็นที่ต้องการของตลาดที่คนส่วนใหญ่มีรายได้น้อยลงมาก หรือตกงานก็ได้ อย่างน้อยก็ฟังแก้หิวได้ดี
แม้รายการข่าวที่เสนอเรื่องนี้ผ่านไปหลายวันแล้ว ผมก็อดคิดถึงแรงงาน 19 คน ซึ่งล้นเกินออกมาจากการเปลี่ยนกระบวนการผลิตไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์เรื่องคูปองการฝึกทักษะใหม่ ไม่น่าจะแก้ปัญหาของคน 19 คนนั้นได้
อย่างแรกที่กระทบอคติผมอย่างแรงมากก็คือ การฝึกทักษะใหม่นั้นหากเรียกในภาษาอังกฤษคือ retrain แต่ retrain เพื่ออะไร คำตอบก็คือเพื่อทำให้สามารถเอาเขามาใช้งานในการผลิตได้อีก ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเรียกว่า retool มากกว่า เหมือนไขควงที่หมดหน้าที่แล้ว ถูกนำมาทุบปลายให้บานและคมเพื่อใช้เป็นสิ่วแทน
แค่นั้นน่ะหรือ? ครับแค่นั้นเอง มนุษย์จะเป็นอะไรมากไปกว่าผู้ผลิตและผู้บริโภค ไม่ผลิตเพื่อค้ำจุนชีวิตฟูมฟายของนายในอดีต ก็ผลิตเพื่อค้ำจุนชีวิตฟูมฟายของนายในปัจจุบัน นักวิชาการของโลกปัจจุบันมองเห็นพฤติกรรมเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของมนุษย์เป็นตัวแทนของมนุษย์ทั้งหมด ไม่แต่เฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ นักอะไรต่อมิอะไรก็เหมือนกัน
แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ลองคิดต่อไปว่าแรงงานที่ถูก retool แล้ว จะกลับเข้าโรงงานเดิม (หรือโรงงานใหม่) ได้หรือไม่? ก็น่าจะได้นะครับ แต่ทุกครั้งที่โรงงานรับเขาเข้าไป ก็ต้องปลดแรงงานที่มีอยู่แล้วไป 19 คน ไม่เป็นไร เอาไปทุบปลายให้บานและคมเสียก็เอากลับมาใช้ได้อีก
ดังนั้น หากเรามีหนึ่งโรงงาน ก็จะต้องมีโรงงานเพิ่มอีก 19 โรง หรือคิดให้ละเอียดกว่านี้ หาก 1 โรงงาน แบ่งกระบวนการผลิตออกเป็น 5 ขั้นตอน จะมีจำนวนคนที่ควรถูก retool ถึง 95 คน แต่ถ้าเรามี 100 โรงงาน ก็จะต้อง retool แรงงานถึง 9,500 คน หากมี 1,000 โรงงานก็จะเป็น 95,000 คน ถ้ามี 5,000 หรือมากกว่าล่ะ…..?
ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า สังคม (ไม่เฉพาะแต่สังคมไทย, กัมพูชา และเวียดนาม แต่รวมถึงสังคมอเมริกา อังกฤษ และยุโรปตะวันตกด้วย) จะมีปัญญา retool ผู้คนจำนวนมากเช่นนั้น ในเวลาอันไม่ยาวนานเกินไปได้อย่างไร การเปลี่ยนผ่านที่ใช้เวลาหลายๆ ทศวรรษนั้นไม่ตอบปัญหา เพราะอย่าลืมว่าความหิวของคนตกงานเพิ่มขึ้นทุกมื้ออาหารที่ไม่ได้กิน ไม่ต้องรอระบายข้าวไปไหนแล้ว เพราะจะมีฝูงชนปล้นโกดังเพื่อขนข้าวไปให้ลูกเมียได้กิน … มิคสัญญีนั่นเอง
สิ่งที่เรามีล้นเกินในเวลานี้ ไม่ใช่หุ่นยนต์แต่คือคน เรามี “สิ่งนี้” มากเกินไป และไม่รู้จะเอา “มัน” ไปใช้ทำอะไร ไม่ใช่ว่าคนไม่มีประโยชน์เลย หากมีทักษะที่ต้องการ ก็มีประโยชน์ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีทักษะที่ต้องการ จึงกลายเป็นส่วนเกิน หรือส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
ไม่แต่เฉพาะการผลิต แม้ที่ไม่เกี่ยวกับการผลิตเลยก็ต้องการแรงงานคนน้อยลง เช่น กองทัพ เวลานี้ก็กำลังเปลี่ยนเป็นกองทัพหุ่นยนต์ของขุนแผนไปทีละส่วน อีกไม่นาน เหลือนายพลเพียงไม่กี่คนก็พอจะรบได้แล้ว
หากไม่ใช่คน อะไรที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกแล้ว เราเรียกว่าขยะ คนก็เหมือนขยะ ต้องคัดแยกเอาส่วนที่ยังใช้ประโยชน์ได้มาใช้ ส่วนที่ใช้ไม่ได้เลยก็ต้องฝังกลบ
แต่อย่าเพิ่งตกใจว่าจะนำเอาคนไปฝังกลบจริง ธรรมชาติเก่งกว่าที่เราคิดมาก เพราะสังคมในโลกของหุ่นยนต์ก็จะมีลูกน้อยลงๆ ไปเอง จนกระทั่งคนและหุ่นยนต์เข้าสู่ภาวะสมดุล เวลานี้ก็เริ่มเกิดแล้วนะครับ อย่างที่เขาว่ากันว่า คนญี่ปุ่นเวลานี้เกือบจะกลายเป็นพรหมลูกฟักไปหมดแล้ว คือไม่สนใจเซ็กซ์ชนิดสืบพันธุ์ได้ ต้องการเพียงแค่มีคนพูดคุยพะเน้าพะนอชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อยืนยันว่ายังมีตัวกูของกูอยู่ อันเป็นกิเลสขั้นสุดท้ายแสนละเอียดอ่อนที่มีกับพรหมลูกฟักเท่านั้น
ประเทศที่การผลิตก้าวหน้าเช่นยุโรปตะวันตก มาจนสิงคโปร์และจีน ล้วนมีประชากรลดลงทั้งสิ้น ส่วนสหรัฐเป็นข้อยกเว้น เพราะวัฒนธรรมมีลูกยังฝังแน่นอยู่กับคนอเมริกัน แต่เชื่อเถอะ อีกหน่อยก็เปลี่ยนเอง
แต่ความเป็นคนยังขายได้หรือไม่? พูดให้ฟังดูไม่น่าเกลียดคือยังมีตลาดสำหรับความเป็นคนหรือไม่?
ผมเคยได้ฟังปาฐกถาของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และได้อ่านหนังสือของท่านเรื่อง “อนาคต” (หากจำชื่อหนังสือผิดก็ขออภัยด้วยครับ) ท่านไม่ได้พูดถึงหุ่นยนต์โดยตรง แต่พูดถึงสมรรถภาพของนายทุนใหญ่ ซึ่งจะผูกขาดการผลิตสิ่งจำเป็นในชีวิตไปจนกระทั่งไม่มีที่เหลือให้แก่คนอื่นๆ อีก นอกจากเป็นลูกจ้างนายทุนใหญ่ ซึ่งก็มีความต้องการลดลงเพราะหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทน
คนอื่นจะอยู่ในโลกเช่นนั้นได้อย่างไร คำตอบของคุณภิญโญก็คือพัฒนาความสามารถที่ตนมีเฉพาะขึ้นให้บรรลุจุดสุดยอด แล้วก็ทำมาหากินกับความสามารถนั้น เช่นชอบทำขนมปังก็ทำให้อร่อยเสียจนใครไปปารีสก็ต้องไปกินขนมปังที่ร้านนั้นสักก้อนหนึ่ง ชอบตัดเย็บเสื้อผ้า ก็ตัดเย็บเสื้อนอกผู้ชายจนใครพอมีสตางค์ก็ต้องดิ้นรนไปสั่งตัดเสื้อนอกที่ร้านนั้น ฯลฯ
ผมวิเคราะห์เองว่า ทั้งหมดนี้คือความเป็นคน และที่น่าตกใจก็คือความเป็นคนเหล่านี้หุ่นยนต์อาจทำแทนได้ ถึงได้ไม่หมดก็ได้เกือบหมด เช่น ขนมปังอร่อยนั้นง่ายมาก เพราะรากฐานของมันก็คือสูตรทางเคมีและฟิสิกส์ (ร้อนเท่าไร นานเท่าไร) อะไรเป็นสูตรตายตัว ก็สร้างหุ่นยนต์ทำแทนได้ทั้งนั้น รวมทั้งตัดเย็บเสื้อผ้าให้เหมาะสำหรับแต่ละคนด้วย
ความเป็นคนที่หุ่นยนต์แทนไม่ได้เลยก็คงจะมีนะครับ ผมขอยกตัวอย่างดังนี้
ผู้บริหารบริษัทคงอาจกดปุ่มส่งสัญญาณไร้สายให้หุ่นยนต์นำกาแฟรสและความร้อนที่เฉพาะสำหรับตนเองมากินในที่ทำงานได้ จะให้หุ่นยนต์ทักทายหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริหารแต่ละคนอย่างไรก็ทำได้อีก เช่น ถ้าเป็นผู้บริหารคนนี้ให้ทักทายเรื่องภูมิอากาศ ส่วนคนนั้นให้ทักทายเรื่องการเมือง เช่น ท่านรู้ไหมว่า ป.ป.ช.กำลังจ้างคนนั่งทางในไปสอบเพื่อนเจ้าของนาฬิกาอยู่นะครับ แล้วก็หัวเราะฮิๆ หรือฮ่าๆ แล้วแต่ท่านผู้บริหารจะชอบเสียงหัวเราะเยาะแบบใด
แต่ตอนเย็นก่อนกลับบ้านด้วยรถยนต์ไร้คนขับ ท่านอาจอยากจิบกาแฟที่ร้านเล็กๆ ข้างบริษัท ซึ่งมีพนักงานเสิร์ฟกาแฟเป็นคน และอาจทักทายหรือสะดุดขาตนเองทำกาแฟหกรดเสื้อหรืออะไรอื่นๆ ที่ท่านไม่อาจคาดคิดมาก่อนได้ สักนิดหนึ่ง สักแว่บหนึ่ง ก่อนกลับบ้านไปพบทั้งแม่ครัว, คนทำความสะอาด และ “คู่ขา” ซึ่งล้วนเป็นหุ่นยนต์ทั้งสิ้น
อย่างน้อยก็เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า ตัวท่านคือคน ไม่ใช่หุ่นยนต์ชั้นดีอีกตัวหนึ่ง
นี่แหละครับ ความเป็นคนยังพอมีตลาดอยู่บ้าง แต่เป็นตลาดที่แม้จะกว้างคือใครๆ ก็อยากซื้อหาบ้าง แต่ก็เป็นตลาดที่มีความต้องการน้อย จนกระทั่งยังต้องฝังกลบคนจำนวนมากอยู่นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่ทำให้ใจชื้นได้บ้างว่า หุ่นยนต์ไม่อาจทดแทนผู้บริโภคได้ ฉะนั้น หากนายทุนใช้หุ่นยนต์แทนคนมากๆ เข้า ก็ไม่รู้จะเอาผลิตภัณฑ์ของตนไปขายใคร แม้กระนั้นก็อย่าใจชื้นเกินไปนะครับ เพราะการแข่งขันในระบบทุนนิยมย่อมผลักให้นายทุนแต่ละคนลดต้นทุนการผลิตก่อนหน้าและมากกว่าคู่แข่ง ทำให้ต่างคนต่างก็ลืมดูอนาคตที่จะกระทบต่อทุกคนข้างหน้า


