เรื่องราวของการทวงคืน “ผืนป่าดอยสุเทพ” หรือบ้านป่าแหว่ง จากโครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 อย่างเข้มข้นช่วง 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา วันนี้เริ่มเห็นผลชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เป็นความร่วมมือกันอย่างจริงจังของกลุ่ม 52 องค์กรเครือข่าย ร่วมปลุกกระแสไม่ใช่เพียงแค่ชาวเชียงใหม่ แต่ยังเห็นแรงสนับสนุนจากโลกโซเชียลทั่วสารทิศที่สนับสนุนการขอคืนพื้นที่ป่าดังกล่าวคืน
เป็นเรื่องดีที่การต่อสู้แสดงให้เห็นในมิติการหวงแหนของคนในพื้นที่ ใช้สมอง สติปัญญา และสองมือในการเรียกร้องและแก้ไข นำไปสู่การยอมรับของซีกรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พร้อมร่วมกันหาทางลงกับเรื่องนี้
การเข้าพื้นที่รับฟังของ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนสรุปจบชัดเจนในวันเดียวตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุไว้ คือ พื้นที่ดังกล่าวจะไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปอยู่อาศัยอีกต่อไป ทางศาลต้องส่งมอบพื้นที่คืนให้กรมธนารักษ์ จะต้องฟื้นฟูปลูกป่าโดยให้กรมธนารักษ์สำรวจและรังวัดแนวเขตให้ชัดเจน ส่วนเขตพื้นที่ที่ใช้การได้ด้านล่าง ให้มีการทำแนวเขตให้ชัดด้วย ที่สำคัญคือการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่วมกันพิจารณาเรื่องของการจัดการในพื้นที่
หลังตัวแทนรัฐบาลเดินทางขึ้นไปเคลียร์ปัญหา ทุกอย่างที่พูดคุยกัน 3 ข้อ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับถูกจับตาตลอดเวลาว่าจะไปติดขัดตรงไหนบ้าง ในส่วนของรัฐบาลไม่อยากยื้อ เพราะการหาทางออกร่วมกันเดินทางมาไกลพอสมควรแล้ว ประกอบกับทางกลุ่มองค์กรชัดเจนตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
ล่าสุด เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่รังวัดพื้นที่ดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวมเนื้อที่ประมาณ 147 ไร่ ศาลจะคืนพื้นที่บริเวณล้ำแนวป่าดั้งเดิมคืนให้กรมธนารักษ์ รวม 113 ไร่ แยกเป็นป่าด้านบนสุด เนื้อที่เกือบ 40 ไร่ ตรงบ้านพักเดี่ยว 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลัง ประมาณ 72 ไร่ ดังนั้นจะเหลือส่วนที่ศาลยังใช้งานปกติ ประกอบด้วย อาคารที่ทำการและอาคารชุด 4 หลัง รวมประมาณ 34 ไร่
วันนี้มีการตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 ชุด ร่วมกันเร่งฟื้นฟูสภาพให้เป็นป่าตามเจตนารมณ์ แต่ทางกลุ่มเครือข่ายต้องการให้รื้อถอนอาคารบ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลังไปด้วย คาดกันว่าคงต้องพูดคุยกันอีกนาน
ช่วงที่สุวพันธุ์เดินทางไปเชียงใหม่ กล่าวไว้ช่วงหนึ่งว่า “การรื้อถอนหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ต้องรอบทสรุปจากคณะกรรมการหลังจากนี้” และยังกล่าวอีกช่วงหนึ่งว่า “เรื่องของโครงการก่อสร้างบ้านพักศาลจะต้องปล่อยให้มีการดำเนินการก่อสร้างจนถึงระยะเวลาส่งมอบงานในเดือนมิถุนายนตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้กระทบต่อข้อกฎหมายต่อไป”
เหล่านี้ยังเป็นข้อกังวลของกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวที่ยอมรับเหมือนกันว่า ต้องใช้เวลาในการพูดคุย และยังยืนยันว่ามีการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว อยากให้เป็นป่าดอยสุเทพเหมือนที่เคยเป็นในอดีต ต้องถอนเสาเหล็กเก็บเศษหินดินทรายออกไป แต่ในแง่ของโครงการที่ทางภาครัฐมองว่าผ่านการอนุมัติมาตามขั้นตอน ในส่วนมุมมองของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นใครสักคนมีอำนาจหรือใช้มติให้ทุบทิ้งโดยไม่มองผลพวงในอนาคตที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ที่มีการทำลายทรัพย์สินของทางราชการเกิดขึ้น หวั่นจะเกิดบรรทัดฐานที่ขาดการไตร่ตรองในหลายด้าน
มีความพยายามให้ใช้มาตรา 44 เข้ารื้อถอนทุบทำลาย แต่นายกฯไม่เลือกวิธีการนี้มาแต่ต้น ยังเชื่อว่าการเจรจาบนโต๊ะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า แม้จะต้องใช้เวลามากแค่ไหนก็ตามหรือยังมึนๆ กันว่าจะไปต่ออย่างไรดี
ภาวะตอนนี้อาจจะเข้าหลักของความรู้สึกที่ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก มองไม่เห็นเส้นทางที่ยอมรับกันทุกฝ่าย แต่นับได้ว่าการทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพในภาค 1 จบลงด้วยดีไปแล้ว เป็นเรื่องของภาค 2 จะเอาอย่างไรต่อไป กับบ้านและอาคาร เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเปราะบางอย่างยิ่ง

