อายุเพิ่มขึ้น ความทรงจำก็มากขึ้น รอยแผลก็มากขึ้น ประสบการณ์ก็มากขึ้น
ส่วนความหวังกับสังคมนี้ก็ริบหรี่ลงบ้างตามแรงลมที่พัดมาเป็นระยะๆ
คนหลังเดือนตุลาอย่างผม มักจะเกี่ยวข้องและจดจำเดือนพฤษภาฯได้มากกว่าเดือนตุลาฯ
ถ้าเดือนตุลาฯเป็นตำนาน
เดือนพฤษภาฯก็เป็นสิ่งที่เราผ่านมาเอง
ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ 2535 ไล่เรื่อยมาจนถึงการชุมนุมและสลายการชุมนุมปี 2535 และและการรัฐประหารที่ดูจะไม่จบไม่สิ้นสักทีในปี 2557
เอาเป็นว่า ต่อให้วันนี้คนที่ผ่านเหตุการณ์เดือนพฤษภาฯ โดยเฉพาะปี 2535 มาด้วยกัน แต่วันนี้ยืนกันคนละฝั่ง ผมก็เชื่อว่าคนที่ไม่ยืนจุดเดียวกันกับผมก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่า บ้านเมืองในวันนี้เป็นไปตามที่พวกเขาพอใจ
เหตุการณ์ทั้งสามเหตุการณ์ที่อ้างถึงนั้น มีจุดลงเอยที่ตรงกันอย่างหนึ่งก็คือ ความรุนแรงที่เกิดจากรัฐนั้นไม่เคยถูกตรวจสอบและตัดสินว่าผิด รวมทั้งไม่ได้ถูกลงโทษแต่อย่างใด การไม่ต้องรับผิดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ โดยเฉพาะกับกลไกรัฐที่ผูกขาดอาวุธและการใช้ความรุนแรง ถ้าเทียบกับพัฒนาการในการเอาผิดนักการเมืองที่ดูจะกว้างขวางและก้าวหน้ายิ่ง
จนถึงวันนี้ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็ไม่เคยถูกเฉลิมฉลองในฐานะชัยชนะของประชาชน จริงๆ ประชาชนก็ไม่ได้ชนะคงต้องยอมรับกันตรงๆ
มิพักต้องกล่าวถึงความสูญเสียที่ยังไม่ได้รับความจริงและคำตอบที่ครบถ้วนจากสิ่งที่ยังถูกทวงถามโดยบรรดาญาติของผู้ที่สูญหายและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ประชาชนเพียงได้รับผลกระทบและผลพลอยได้บ้างประการจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่รวมถึงการต้องคิดย้อนไปถึงการลองผิดลองถูกและฝันของชนชั้นนำทางปัญญาบางกลุ่ม และชนชั้นกลางที่นำมาซึ่งการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่มีส่วนผสมทั้งการพยายามเพิ่มอำนาจประชาชน และการเพิ่มอำนาจนักการเมือง
แน่นอนว่าในวันนี้ นักการเมืองกลายเป็นสถาบันทางการเมืองที่ถูกทำให้เป็นผู้ร้ายไปแล้ว
แต่นักการเมืองที่แฝงร่างในขบวนการภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่งก็อาจจะยินดี หรือหวานอมขมกลืนกับการกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐเผด็จการ เมื่อถูกนับรวม หรือถูกเรียกตัวจากคณะรัฐประหาร สองคณะหลังให้เข้ามารับใช้บ้านเมืองไปเช่นกัน

ขณะที่กองทัพที่เคยกลับเข้ากรมกอง และระบบราชการที่เริ่มถูกลดอำนาจลงกลับมามีบทบาทหลังในสังคมอีกครั้ง และประชาชนที่เคยมีอำนาจในการทวงถามความเป็นธรรมทางการเมืองและมิติการพัฒนา ก็ประสบปัญหาจากการแทรกแซง และกีดกันในการเรียกร้องต่อเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาไม่ใช่น้อย บางกรณีก็สามารถจะเคลื่อนไหวได้ในบางระดับ แต่กรณีส่วนใหญ่ที่ต้องการเรียกร้องก็ถูกสกัดขัดขวางและถูกมองจากรัฐในสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยและถูกจัดประเภทว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
อีกประการที่เราไม่เคยพูดกันนอกเหนือจากวัฒนธรรมการไม่ต้องรับผิดของรัฐในการใช้ความรุนแรงกับประชาชน และไม่เคยตรวจสอบว่าความรุนแรงเหล่านั้นมากเกินขอบเขตและความจำเป็นหรือไม่ ก็คือ ความสามารถของรัฐในการระดมสรรพกำลังในการโหมประชาสัมพันธ์และกล่าวหาประชาชนว่าเป็นศัตรูของบ้านเมือง ผ่านทรัพยากรทางการสื่อสารที่รัฐมี ถ้าจำได้ว่า หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น มีความพยายามในการปฏิรูปสื่อและการมีสื่อมวลชนรูปแบบใหม่
ถามว่าเรื่องราวล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ ผลจากการปฏิรูปสื่อเป็นอย่างไร ความเชื่อมั่นที่มีต่อ กสทช. และ กระบวนการคัดสรร กสทช. เป็นอย่างไร
ทีนี้มาว่ากันเรื่องของเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อแปดปีก่อนกันบ้าง
สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในเหตุการณ์ไล่เรียงมาจนถึงวันนี้ก็คือ ความแตกแยกในสังคมนั้นไม่ได้ลดน้อยถอยลง ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องราวและเรื่องเล่าเป็นของตนเอง
ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งทวงถามความจริงและความยุติธรรม (ใครสั่งฆ่า คนที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังสลายการชุมนุมจะต้องถูกไต่สวนและดำเนินคดี)
อีกฝ่ายหนึ่งก็ทวงถามความจริงและความยุติธรรม เช่นกัน (ใครเผาเมือง ชายชุดดำอยู่ไหน ใครคือท่อน้ำเลี้ยง)
การรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 นั้นคงจะมีสภาพอิหลักอิเหลื่อไปอีกพักใหญ่ ผู้มีอำนาจในกองทัพหลายคนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการในวันนั้น และยังมีอำนาจในกองทัพ และ/หรือ อำนาจการเมือง การเรียกร้องความยุติธรรมจึงยังต้องใช้เวลา
เรื่องที่เป็นบทเรียนสำคัญคือ อำนาจรัฐในการประชาสัมพันธ์ในครั้งนั้นไม่ได้รุนแรงเทียบเท่ากับพฤษภาทมิฬ หรือการทำรัฐประหาร เพราะรัฐบาลพลเรือนยังครองอำนาจอยู่ และเป็นรัฐบาลพลเรือนที่ไม่ได้อ่อนแอไร้ประสิทธิภาพเสียทีเดียว
แต่เป็นรัฐบาลพลเรือนที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งมากกว่ากลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องอำนาจ
สิ่งสำคัญในยุคนั้นคือการประชาสัมพันธ์ต่างๆ เป็นการใช้สรรพกำลังและความเหนือกว่าของสื่อของฝ่ายตนเองในการร้อยเรื่องราวให้เป็นไปตามที่ฝ่ายตนรับรู้และเข้าใจ ด้วยเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ (ไม่นับการที่ฝ่ายสลายการชุมนุมเข้าไปปิดสัญญาณดาวเทียมก่อนการล้อมปราบฝ่ายหนึ่งในนาทีสุดท้าย)
อีกเรื่องราวสำคัญในเรื่องการสลายการชุมนุมก็คือ การไม่สามารถร้อยเรื่องราวเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันระหว่างความไม่พอใจกับการรุกล้ำพื้นที่แห่งความมั่งคั่งและอาคารที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางแห่งความมั่งคั่งและการใช้ชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง กับความสูญเสียของคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่มีอาวุธ
การเผาบ้านเผาเมืองที่ถูกจดจำในพื้นที่เมือง (มิใช่การเผาสถานที่ราชการในต่างจังหวัด ซึ่งไม่น่าจะถูกจดจำในอารมณ์ความรู้สึกเดียวกับในเมือง) ทั้งฝ่ายนั้นไม่ได้มีการสูญเสียชีวิตใดๆ กลายเป็นเรื่องที่ถูกเล่าขานส่งต่อกันมา ราวกับว่ามันสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่จะต้องมีการ “ชดใช้” ด้วยเลือดและชีวิต (แต่ไม่นับว่า การชุมนุมและปิดสถานที่ราชการรวมทั้งทำความเสียหายให้กับพื้นที่ราชการแม้ไม่ได้เผา หรือการปิดพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อคมนาคมกับต่างประเทศยังไม่มีการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพียงพอ ทั้งที่หลักฐานนั้นแน่นหนานัก)
ยอมรับกันเถิดครับว่าบ้านเมืองเราไม่ได้ขยับเขยื้อนไปมากกว่าแปดปีที่แล้วเลยครับ และจงอยู่กับมันไปแบบนี้แหละครับ เพราะสำหรับคนกลุ่มหนึ่งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการที่ “คนนอก” กลุ่มใหญ่นั้นเคลื่อนตัวจากพื้นที่และเวลาที่ควรจะอยู่ควรจะเป็นเข้ามาในพื้นที่และเวลาที่พวกเขาไม่ควรจะได้อยู่

คำว่า “กระชับพื้นที่ ทวงคืนพื้นที่ และ Big Cleaning Day” นั้นจึงเป็นวาทกรรมที่จับใจนักเมื่อมองย้อนไป
อย่าลืมว่าการปกครองสมัยใหม่ในบ้านเรานั้น ไม่ได้ปกครองแค่คน แต่ให้ความสำคัญในการจัดวางคนลงในพื้นที่ที่แตกต่างกันด้วย เช่น เมืองและต่างจังหวัด รวมทั้งหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งอีกมุมหนึ่งเราก็เริ่มที่จะมองคนว่า พื้นที่ทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งพื้นที่ (หรือที่ทาง) ทางการเมืองที่ต่างกัน ก็เหมาะสมสำหรับคนต่างกลุ่มกันด้วย
มาถึงเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อสี่ปีก่อน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่การรัฐประหารที่ฝ่ายยึดอำนาจนั้นอยู่ในอำนาจนานที่สุด (นั่นคือ สฤษดิ์ ถนอม ประภาส) แต่หากนับว่า หลังเหตุการณ์เดือนตุลาฯมาแล้วนั้น การยึดอำนาจในรอบนี้ถือว่าเป็นการยึดอำนาจที่ยาวนานที่สุด
บทเรียนสำคัญของการครองอำนาจในรอบนี้ประการแรก ก็คือ รัฐประหารในรอบนี้ถือว่าเป็นความพยายามครั้งที่สองของกลุ่มอำนาจชุดเดิมที่จะกลับมาทำภารกิจของตนให้สิ้นสุดลง แต่สิ่งที่เรายังไม่ค่อยพยายามเข้าใจก็คือ การใช้คำว่า สงบ ในความหมายของ Peace (คสช. = คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่ภาษาอังกฤษ คือ National Council for Peace and Order) ซึ่งมันมีนัยยะมากกว่าความสงบ หรือ สงบราบคาบ หรือในความหมายเก่าๆ คำว่า peace คือการไม่อยู่ในสภาวะสงคราม (absence of war)
แต่มันคือความหมายของคำว่า สันติภาพ ที่ไม่ได้มีแค่การใช้กำลังยุติความขัดแย้งในแบบการเผชิญหน้ากัน แต่ยังหมายถึงการมีความยุติธรรมด้วย
ที่น่าตลกคือ เมื่อ google คำแปลคำว่า peace คำว่า ความสงบ จะขึ้นมาก่อนคำอื่น
และน่าห่วงคือ เมื่อเราจะพูดถึง ความสงบ และสันติภาพนั้น กองทัพจะเป็นเสาหลักในการทำหน้าที่นี้ได้แค่ไหน และในระยะใด
อย่าลืมว่าในการรักษาสันติภาพในหลายแห่งในโลกนั้นกองกำลังทหารมีบทบาทสำคัญในการระงับความรุนแรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลไกอื่นๆ ก็ต้องเติบโตตามไปด้วย
ที่สำคัญ กองทัพ นั้นมีธรรมชาติอีกอย่างก็คือ เป็นองค์กรที่นอกจากจะผูกขาดความรุนแรงและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว กองทัพยังมีธรรมชาติของการต่อกรหรือรบ กับศัตรู ดังนั้นสิ่งที่จะต้องมีควบคู่กับการมีกองทัพที่เข้มแข็ง ก็คือการคานอำนาจกองทัพด้วยกลไกอื่น ไม่ให้กองทัพนั้นเริ่มที่สามารถนิยามศัตรูด้วยตัวของเขาเอง เพราะกองทัพเป็นเครื่องมือในการรบ อยู่ในระเบียบวินัยที่ถูกกำหนดมาก่อน กองทัพไม่ได้
อยู่ในสถานะของการกำหนดศัตรูและระเบียบด้วยตนเอง

ดังนั้นเมื่อกองทัพเริ่มวิวัฒนาการจากการเป็นกลไกและเครื่องมือในการรบและรักษาความสงบ มาเป็นผู้ที่กำหนดศัตรู กำหนดเงื่อนไขความสงบ และกำหนดกติกาเอง ก็ค่อนข้างยากที่กองทัพจะถอยกลับเข้ากรมกองไปอยู่ในสถานะเดิม เว้นแต่มีแรงต้านที่มากพอ หรือ กองทัพเริ่มมีความขัดแย้งกันเองภายใน
บทเรียนสำคัญประการที่สองในการยึดอำนาจรอบนี้ก็คือ คณะรัฐประหารที่มาจากกองทัพนั้นประสบความสำเร็จในการใช้อำนาจผ่านการใช้วาทกรรมว่าการใช้อำนาจที่มีผลละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากการใช้กำลังตามอำเภอใจ ทั้งที่กฎหมายที่ถูกอ้างอิงหลายอย่างนั้น ถูกสร้างขึ้นเองด้วยอำนาจเด็ดขาด ไม่ใช่อำนาจที่มาจากการปรึกษาหารือและอภิปรายถกเถียงกับประชาชน
ความสำเร็จในข้อนี้ของการบังคับใช้กฎหมายยังผูกโยงไปถึงเรื่องการที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเครือข่ายของตนเองไปนั่งในสถาบันทางการเมืองมากมายเพื่อขับเคลื่อนให้กฎหมายหลายอย่างออกได้ ซึ่งหลายข้อก็มีส่วนทำให้ความล่าช้าที่จะเปลี่ยนผ่านกลับสู่ประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้น
บทเรียนที่ถือเป็นความสำเร็จข้อที่สามของ คสช.ก็คือ ความสามารถในการกำหนดศัตรูที่สำคัญของบ้านเมืองนี้ คือ ประชาธิปไตยเลือกตั้งและนักการเมือง ภายใต้วาทกรรมการโกงบ้านโกงเมือง และการผลักดันให้การปฏิรูปนั้นไม่ได้ยึดโยงกับกระบวนการเลือกตั้งและนักการเมือง และทำให้การกล่าวหาว่า คสช. เกี่ยวข้องใดๆ กับการทุจริตเป็นเรื่องของความบิดเบือนและไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง
บอกตรงๆ ว่ามาถึงตอนนี้ผมไม่ได้คิดง่ายๆ แบบกลไกว่า โครงสร้างอำนาจนี้จะล้มลงอย่างไร สิ่งที่ผมกลัวก็คือ ท่ามกลางการปกครองกันแบบนี้ หากจะมีการล้มลงขึ้นมา เรื่องราวที่ทำให้ล้มลงอาจจะเป็นเรื่องราวที่นึกไม่ถึง หรือเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าด้วยเหตุด้วยผล
ไม่ใช่เพราะฝ่ายล้มไม่มีเหตุผลเพียงพอหรอกครับ
แต่ฝ่ายที่อยู่นี้พยายามสร้างเหตุผลในการอยู่แบบที่เป็นอยู่นี่หล่ะครับ
สุดท้ายนี้ผมไม่ได้เชื่อว่า เหตุการณ์สามเหตุการณ์ที่เกิดในเดือนพฤษภาฯ จะสอดคล้องต้องกันเป็นเรื่องเดียว เพียงแต่อยากชวนผู้อ่านที่มีประสบการณ์ร่วมกันลองจดจำและจินตนาการความเป็นไปได้ของทางออกดูเท่านั้น
อยากทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวของอาจารย์ที่ผมเคารพท่านหนึ่งที่ท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ท่านมักจะให้ความหวังกับผมว่า ฤดูหนาวยิ่งยาวนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเห็นคุณค่าของฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงในท้ายที่สุด
ไอ้กระผมกลับคิดว่า ยิ่งแล้งนานเท่าไหร่ ฝนในปีนั้นคงจะตกลงมาหลายห่าอยู่ครับผม

