หน้าแรก คอลัมนิสต์ เดินหน้าชน : ...

เดินหน้าชน : ส่องโครงการยักษ์ : โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

22.05.18 | 13:30 น.

22 พฤษภาคม 2561 ครบ 4 ปีพอดี นับจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำ คสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ

หลังจากฝุ่นตลบในช่วงแรกเพื่อจัดการเรื่องความวุ่นวายต่างๆ แล้วยังต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรุดเสื่อมไปไม่น้อย

จากวันนั้นถึงวันนี้ โพลสำนักต่างๆ ให้คะแนนผลงานรัฐบาล คสช.เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ผลงานด้านเศรษฐกิจมักอยู่บ๊วยเสมอ

ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะทุกยุคทุกสมัย เมื่อสำรวจถึงฝีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะอยู่รั้งท้ายแทบทุกครั้งไป เพราะปัจจัยและเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจนั้นซับซ้อน มองได้หลายแง่ หลายมุม

แต่หากยึดตัวเลขทางการ ถือว่าไม่ได้เลวร้ายนัก ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เมื่อปี 2557 ขยายตัว 0.9% ปี 2558 เพิ่มขึ้น 2.9% ปี 2559 เติบโต 3.2% ปี 2560 ขยายตัว 3.9% และในปี 2561 คาดว่าจะเติบโต 4.2%

Advertisement

เมื่อลงไปดูแต่ละเช็กเตอร์สำคัญ อย่างการส่งออกปี 2557 ติดลบ 0.41% ปี 2558 ติดลบ 5.78% สูงสุดรอบ 6 ปี มาปี 2559 ขยายตัว 0.45% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี และปี 2560 ขยายตัว 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี

ปี 2561 ยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง การส่งออกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 22,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวที่ 7.1% รวมการส่งออกในไตรมาสแรกของปี มีมูลค่า 62,829 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตถึง 11.3% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 ปี และทั้งปีคาดว่าจะเติบโตถึง 8% ตามเป้าหมาย

ด้านการท่องเที่ยว ปี 2558 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 29.9
ล้านคน ปี 2560 เพิ่มเป็น 35.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 18%
รายได้จาก 1.45 ล้านล้านบาท เป็น 1.82 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26%

ส่วนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็มีหลายโครงการที่กำลังเดินหน้า และเตรียมเปิดประมูลเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 9 ช่วง วงเงินรวมเกือบ 380,000 ล้านบาท อาทิ สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 128,402.62 ล้านบาท สายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-บางขุนนนท์ 120,486.50 ล้านบาท สายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-หัวหมาก 44,157.76 ล้านบาท สายสีเขียวเข้มช่วงคูคต-ลำลูกกา 6,337 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัดวงเงินรวม 163,474 ล้านบาท ได้แก่ ภูเก็ต ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง 30,199 บาท เชียงใหม่ 105,735 บาท ขอนแก่น 13,947 บาท และนครราชสีมา 13,593 ล้านบาท

รวมทั้ง โครงการรถไฟทางคู่ที่จะประมูลอีก 10 สายทาง วงเงินรวม 280,000 ล้านบาท อาทิ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย 59,399.80 ล้านบาท,ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ 57,992.44 ล้านบาท ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี 36,683 ล้านบาท
ช่วงขอนแก่น-หนองคาย 25,842 ล้านบาท ช่วงชุมพร-
สุราษฎ์ธานี วงเงิน 23,080 ล้านบาท และช่วงสุราษฎ์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา 56,114.26 ล้านบาท

อีกทั้งโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ระยะทาง 253 กม. วงเงิน 179,413 ล้านบาท ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีน

ด้านท่าอากาศยาน มีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 วงเงิน 65,203.214 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 38,000 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 2,800 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่
ระยะที่ 1 วงเงิน 15,000 ล้านบาท

แต่ไฮไลต์อยู่ที่โครงการยักษ์ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ว่าจะเป็น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 236,700 ล้านบาท

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 2 แสนล้านบาท โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ระยะที่ 1 วงเงิน 10,300 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 วงเงิน 110,000 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 150,000 ล้านบาท

บรรดาโครงการยักษ์เหล่านี้ หากเดินหน้าตามแผนย่อมมีผลต่อคะแนนนิยมต่อรัฐบาล และ “บิ๊กตู่” ไม่มากก็น้อย

แต่ที่สำคัญจะช่วยก่อเกิดปัจจัยสำคัญให้กับบางพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ด้วย

สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม
[email protected]