เป็นธรรมเนียมปกติในช่วงทุกหนึ่งปีของการบริหารประเทศ ก็มักถูกประเมินผลงานอย่างไม่เป็นทางการ
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง หรือมาโดยอาศัยสถานการณ์พิเศษ ล้วนไม่ถูกยกเว้น
ครั้งนี้ก็เช่นกัน คสช.ถูกตรวจการบ้านครบรอบ 4 ปี
ทั้งสื่อมวลชน ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ โพลของแต่ละสำนัก ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่นี้
เห็นเหมือนหรือเห็นต่าง ให้คะแนนอย่างไร จึงขึ้นกับแต่ละมุมมอง
แต่อย่างน้อยผู้บริหารประเทศควรได้สดับรับฟัง เรื่องไหนดีมีประโยชน์ก็นำมาต่อยอด
อะไรเป็นช่องโหว่ก็นำมาปรับปรุง
ตรวจการบ้านรอบนี้ นอกเหนือจากการบริหารราชการปกติเป็นงานต้องขับเคลื่อนกันอยู่แล้ว
ยังพุ่งเป้าไปที่ความคืบหน้างานปฏิรูปประเทศที่รัฐบาล คสช. หมายมั่นปั้นมือจะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของประเทศ
แต่ดูเหมือนไปเติมอารมณ์หงุดหงิดเล็กๆ ให้กับนายกฯประยุทธ์ ถูกกระแซะผลการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ขับเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า
เพราะไม่เพียงยืนเดียวดายต้านแรงเสียดทานภายนอก ประสานเสียงยกให้เป็นจำเลยปรากฏการณ์ “พลังดูด”
มาเจอกับแผลสด ถูกแทงใจดำจากคนกันเอง อย่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกฎหมาย อ่อนอกอ่อนใจผ่านสื่อวันก่อน
หัวใจของการปฏิรูปด้านกฎหมาย มี 3 องค์ประกอบหลัก
หนึ่ง ต้องมีกฎหมายที่ดี
หนึ่ง มีกฎหมายเท่าที่จำเป็น
หนึ่ง ลดกฎหมายที่ล้าหลังเป็นภาระต่อประชาชน
เอาเข้าจริงแค่เรื่องพื้นๆ เข้าไปโละล้างกฎหมายล้าสมัย
ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ แถมมีอยู่มากมายก่ายกอง
ยังเข้าไปแตะต้องไม่ได้
เพราะหน่วยราชการเจ้าของกฎหมายท่านไม่ยอม
หรือคำถาม ประเทศไทยมีกฎหมายกี่ฉบับ จะได้บวกลบคูณหารลดลงให้มีเท่าที่จำเป็น ลำพังข้อมูลตรงนี้ก็ยังไม่มี
คงไม่ต้องถามถึงภาพรวมปฏิรูปอีก 10 ด้าน ขยับขับเคลื่อนรูปธรรมไปถึงไหนอย่างไร
ทั้งหมดอยู่ในขั้นวางแผนมาตลอด 4 ปีของรัฐบาล คสช. นับจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ส่งไม้ต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาถึงคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน
ขณะนี้กำลังลงไปให้ส่วนราชการทำแผน (อีกแล้ว) กลับขึ้นมา
นายกฯประยุทธ์จะยืนยันความก้าวหน้า ยกตัวอย่างเรื่องยกระดับความเป็นอยู่พี่น้องชาวนาชาวไร่ คนยากจน ด้วยโครงการไทยนิยม
สวัสดิการผู้มีรายได้น้อย มีกองทุนหมู่บ้านสร้างงานส่งเสริมอาชีพ
ถึงอย่างนั้นก็เสมือนเป็นมุมมองจากต้นทาง แต่ปลายน้ำให้ผลลัพธ์ตามคาดหวังไว้หรือไม่ และคุ้มค่าจริงหรือ
ทุกวันนี้เรายังเห็นกลุ่มชาวบ้านออกมาเรียกร้องที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำอยู่หรือไม่
จิ้งจกตุ๊กแกเคยทักท้วงตั้งแต่เริ่ม “ตั้งไข่” งานปฏิรูปประเทศ ฐานะรัฐบาลในสถานการณ์พิเศษทุ่มเทลงแรงในเรื่องหลัก จำเป็นเร่งด่วน 3-4 เรื่อง ก็น่าจะเพียงพอ
รักษาความสงบเรียบร้อย ปูพื้นไปสู่เลือกตั้ง ประคับประคองราคาผลผลิตการเกษตร ดูแลปากท้องชาวบ้านที่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย วางกลไกป้องปรามทุจริตภาครัฐ
หรืออย่างน้อยกฎหมายที่พยายามผลักดันมาหลายรัฐบาล ผ่านเวลามานับสิบปี มีเป้าหมายสร้างความเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำ เช่น ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เชื่อกันว่าด้วยอำนาจพิเศษของ คสช. กฎหมายฉบับนี้จะแจ้งเกิดได้เสียที
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผ่านมาหนึ่งปีเศษ ต่ออายุพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการมาแล้ว 6 ครั้ง จึงยังขลุกขลักอยู่ใน สนช.
ระหว่าง “ปูพรม” หว่านไปทุกด้าน แทนลงมือในประเด็นเน้นๆ ที่สำคัญ
สุดท้ายหาจุด “โฟกัส” ไม่เจอซักด้าน

