ยุคสมัยการค้าโลกเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีใครปฏิเสธเงินลงทุนข้ามชาติ เพราะเงินที่ไหลบ่าเข้ามาย่อมทำให้เศรษฐกิจเติบโต คนในชาติก็อยู่ดีกินดีขึ้น
แต่ต้องยอมรับว่าบรรดานักธุรกิจข้ามชาติที่เข้ามาทุกประเทศในโลกนี้ ต่างผสมปนเปแตกต่างกันไป มีทั้งคนดีและคนเลว แม้แต่นักธุรกิจไทยก็ไม่แตกต่าง มีทั้งที่ยึดมั่นคุณธรรมหรือบางพวกก็ละโมบโลภมาก จ้องเอาเปรียบพี่น้องร่วมชาติเพราะโลกนี้เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ
เช่นเดียวกับนักธุรกิจจีนที่ช่วงเวลานี้แผ่ขยายอาณาจักรลงทุนข้ามโลก ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อ้าแขนรับอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ซึ่งก็ต้องยอมรับว่านักธุรกิจจีนที่ดีๆ ก็เยอะ แต่ที่แย่ๆ ก็แยะเช่นกัน
ผมเองเคยเขียนถึงหลายต่อหลายครั้งเพื่อเตือนสติ เพราะที่ผ่านมาได้รับเสียงร้องเรียนจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก ถึงการคืบคลานของล้งจีน หลังบรรดากลุ่มพ่อค้าจีนเข้ามาร่วมทุนกับพ่อค้าผลไม้ไทยเพื่อรวบรวมผลไม้ (ล้ง) ส่งไปขายยังประเทศจีน โดยเฉพาะสินค้ายอดนิยม “ทุเรียน และมังคุด”
ในห้วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ล้งจีนเหล่านี้ใช้เงินมหาศาลทุ่มรับซื้อผลไม้ ส่งผลดีต่อราคาในภาพรวมทั้งระบบ เกษตรได้ราคาเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ระยะหลังๆ ลายเริ่มออก มีนักธุรกิจจีนบางกลุ่ม ผมขอย้ำว่าบางกลุ่มที่ละโมบโลภมากใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบเกษตรกรไทยมากขึ้นทุกวัน
เล่ห์เหลี่ยมที่ใช้เริ่มตั้งแต่การสร้างสตอรี่เรื่องส่งทุเรียนอ่อนไปยังประเทศจีน จนถูกตีกลับส่งผลภาพลักษณ์ผลไม้ไทย จนมีการออกมาแฉว่ากลุ่มพ่อค้าจีนเป็นผู้ทำขึ้นเพื่อกดราคาและหากำไรจากส่วนต่างที่ลดลงหรือเรียกว่าการทุบราคา
วิธีการรวมหัวฮั้วราคาก็เป็นอีกลูกไม้หนึ่ง โดยไม่รับซื้อทุเรียนและมังคุดในตลาด อ้างว่าประเทศจีนไม่รับซื้อหรือชะลอการรับซื้อ ทำให้ตลาดไม่มีการเคลื่อนไหว ผลผลิตก็มีราคาต่ำลง เมื่อออกมาจนล้น เดือดร้อนถึงหน่วยราชการต้องขอความร่วมมือให้ล้งออกมารับซื้อ ล้งเจ้าเล่ห์ก็ออกมาซื้อในราคาต่ำหรือให้มากกว่าตลาด 1-2 บาท นอกจากจะได้หน้าได้ตาแล้ว ยังมีกำไรเข้ากระเป๋าอีกมหาศาล
และสิ่งที่คนในพื้นที่พูดถึงบ่อยๆ คือการส่งลูกไล่ลงพื้นที่ถึงเจ้าของสวนโดยตรง จอดรถยนต์รับซื้อตามริมถนน ล่อใจเจ้าของสวนให้นำมาขายลักษณะรายย่อย ให้ราคาสูง โน้มน้าวให้ตัดทุเรียน-มังคุดบรรทุกไปขายที่ล้งใหญ่ เกษตรกรรายใดหลงกลขนไปขายที่ล้ง นอกจากเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น เมื่อรถจอดหน้าล้งก็ถูกกดราคา อย่าลืมว่าผลไม้เป็นสินค้ามีอายุ เก็บไว้นานก็เน่าเสีย จำยอมต้องขายในราคาต่ำ เล่ห์เหลี่ยมของล้งละโมบเหล่านี้ยังมีอีกมากมาย
ปัจจุบันมีล้งจีนถึง 400 แห่ง มีเงินทุนมาซื้อผลไม้ในตลาดภาคตะวันออกปีละ 3-4 หมื่นล้านเป็นอย่างน้อย รัฐบาลนี้อาจตาโตเมื่อเห็นเม็ดเงินมหาศาล โอ้อวดตัวเลขนักลงทุนจีนที่มาลงทุนในประเทศไทย แต่ประเด็นคือรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐมีกลไกปกป้องคนของเราหรือยัง ผลกำไรตกถึงมือเกษตรกรไม่ใช่เราลงแรงแต่ผลกำไรไปตกอยู่ที่นักธุรกิจจีน
วันนี้รัฐบาลไทยเท่าทันและสร้างภูมิคุ้มกันให้คนในชาติได้มากขนาดไหน ไม่ใช่หลงใหลอยู่กับแค่ตัวเลขที่หลั่งไหลเข้ามา อย่างน้อยหันหลังไปมองประเทศเพื่อนบ้าน ลองไปศึกษาการทำงานของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 92 ปี
ที่พลิกชนะการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของมาเลเซียได้กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบ ซึ่งในอดีต ดร.มหาธีร์ก็เคยแสดงบทบาทของผู้นำในระดับภูมิภาคและโลกมาแล้ว
ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง ดร.มหาธีร์บอกว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลังขายตัวเองให้กับจีน เพราะรัฐบาลจีนและเอกชนจีนขนเงินไปลงทุนในมาเลเซียมากมาย มากเป็นอันดับ 4 ของจีนที่ออกไปลงทุนทั่วโลก พร้อมสั่งระงับและทบทวนโครงการหากพบว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจ
สิงห์เฒ่าคนนี้ย้ำจุดยืนของประเทศมาเลเซียว่า “การทำตัวเป็นผู้พึ่งพา กับ การวางตัวให้มีค่า” นั้นแตกต่างกัน
ผมเห็นวิสัยทัศน์การเมืองระหว่างประเทศของผู้นำมาเลย์คนนี้ ต้องน้อมรับว่าเหนือล้ำกว่าผู้นำในภูมิภาคแถบนี้จริงๆ
พันธศักดิ์ รักพงษ์

