เกิดกระแสบิดเบือนข่าวด้านพลังงานตามสื่อโซเชียลออนไลน์ต่างๆ มีข้อกังขาว่า 1.เงินจากกองทุนน้ำมันว่าจะพอหรือไม่ 2.เรามีแหล่งผลิตน้ำมันและส่งออกอยู่แล้ว ทำไมต้องนำเข้าน้ำมัน และ 3.ราคาน้ำมันขายปลีกในไทย เป็นไปตามกลไกของตลาดโลกจริงหรือไม่ ทำไมน้ำมันมาเลเซียถูกกว่า
ข้อแรก ความกังวลของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนแอลพีจี กระทรวงพลังงานคำนวณแล้วว่าเงินจากกองทุนมีเพียงพอรองรับและอุดหนุนราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 10 เดือน กรณีราคาน้ำมันดิบไม่เกิน 90 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนเงินจากกองทุนแอลพีจีก็มีเพียงพอเช่นกัน เพราะฉะนั้นราคาพลังงานน่าจะไม่มีผลกระทบกับค่าบริการสาธารณูปโภคต่างๆ
ส่วนก๊าซแอลพีจีใช้ขนส่ง รัฐบาลมองว่ายังไม่มีความจำเป็นเข้าไปอุดหนุน เนื่องจากราคายังไม่ได้สูงและมีทางเลือกอยู่แล้ว ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติมองว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นปี ราคาน้ำมันยังไม่มีผลกระทบกับราคาก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ค่าไฟจึงไม่ขึ้นแน่นอน
สำหรับข้อสงสัยที่ 2 และ 3 นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ให้คำตอบแบบชัดๆ ว่า
“แหล่งน้ำมันในไทยมีหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำมันขนาดเล็กมาก มีแหล่งสิริกิติ์เป็นแหล่งใหญ่ที่สุด ผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 20,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่แหล่งอ่าวไทย ผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 20,000 บาร์เรลต่อวัน รวมๆ แล้วเราผลิตน้ำมันดิบได้ 145,000 บาร์เรลต่อวัน แต่มีความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ 800,000 บาร์เรลต่อวัน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการนำเข้าน้ำมัน เนื่องจากผลิตไม่พอใช้”
“มีคำถามว่าถ้าผลิตน้ำมันดิบไม่พอใช้ แต่ทำไมต้องส่งออก ต้องบอกว่าส่วนที่ส่งออก 30,000-40,000 บาร์เรลต่อวันนั้น เป็นส่วนที่โรงกลั่นไม่ต้องการ เนื่องจากคุณสมบัติไม่ตรง เช่น มีน้ำมันเตามากเกินไป หรือผลิตเบนซินได้มากเกินไป ไม่ตรงกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ใช้น้ำมันคุณภาพปานกลาง จึงต้องส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศ
แต่มีคนเอาไปพูดกันว่าทำไมโรงกลั่นไทยมันเฮงซวย กลั่นไม่ได้ ทำไมโรงกลั่นเมืองนอกกลั่นได้ ต้องอธิบายว่าไม่ใช่โรงกลั่น กลั่นไม่ได้ แต่เป็นส่วนที่โรงกลั่นไม่ต้องการเพราะคุณสมบัติไม่ตรง หรือเป็นน้ำมันดิบที่หนักจนเกินไปหรือเบาจนเกินไป จึงส่งออกไปขายต่างประเทศที่มีความต้องการ เช่น สหรัฐ ที่มีความต้องการเบนซินจำนวนมาก เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากเศรษฐศาสตร์เต็มที่ เพราะในไทยใช้เบนซินน้อยกว่าดีเซล” นายมนูญกล่าว
ส่วน คำถามข้อที่ 3.โครงสร้างราคาน้ำมัน นายมนูญชี้แจงว่า เมื่อนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป โครงสร้างราคาน้ำมัน ประกอบด้วยหัวใจสำคัญ 2 ส่วน คือ เนื้อน้ำมัน 60% และโครงสร้างภาษี 30% เช่น ราคาขายปลีก 1 บาท คิดเป็นเนื้อน้ำมัน 60 สตางค์ และภาษี 30 สตางค์ เพราะฉะนั้นหากถามว่าทำไมราคาน้ำมันบ้านเราถึงแพงกว่ามาเลเซีย ก็เพราะมาเลเซียไม่เก็บภาษีน้ำมัน ราคาน้ำมันจึงถูกกว่า 30% เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ราคาน้ำมันบ้านเราถูก ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะนำเงินภาษีน้ำมัน 200,000 ล้านบาทมาจากไหน
ด้านนาย สุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ชี้แจงกรณีกระแสโซเชียลชวนกันยกเลิกเติมน้ำมันปั๊ม ปตท.ระหว่างวันที่ 1-7 มิถุนายนว่า ปตท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ขอความร่วมมือเจ้าของปั๊มน้ำมันทุกแห่ง ชี้แจงทำความเข้าใจกับลูกค้าที่มาเติมน้ำมันในปั๊ม ปตท.ว่า ปตท.ไม่ได้เอาเปรียบลูกค้าทั้งในเรื่องราคาและคุณภาพน้ำมันตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงวันที่ 7 มิถุนายนนี้ แม้ว่า ปตท.ยังไม่พบความผิดปกติเรื่องการขายน้ำมันที่ลดลงก็ตาม
น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกน่าจะเริ่มมีแนวโน้มลดลง ปตท.จึงปรับลดราคาน้ำมันลงทันที แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกภายหลังการปรับตัวลงจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม โดยกลุ่มเบนซินลดลง 50 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้น อี85 ลดลง 30 สตางค์ต่อลิตร และกลุ่มดีเซล ลดลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป
สถานการณ์ราคาน้ำมันอาจจะผันผวน เพราะราคาน้ำมันดิบปรับลดลงกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว หลังได้รับแรงกดดันจากแรงเทขายทำกำไร ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดในวันทหารผ่านศึกของสหรัฐ และซัพพลายน้ำมันดิบโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น
แต่ที่แน่ๆ กระแสกดดันของสังคม ทำให้รัฐออกมาตรึงราคาน้ำมัน ก่อนที่กำลังซื้อจะหด และเงินเฟ้อจะพุ่ง!
ประเด็นเหล่านี้ ล้วนเป็นกระแสข่าวออกมาโจมตี ที่ทุกฝ่ายต่างพยายามชี้แจงให้สาธารณชนได้เข้าใจก่อนจะลุกลามบานปลายมากไปกว่านี้

