ตั้งแต่มีเรื่องการปฏิบัติการตรวจค้นวัดมีชื่อเสียงและจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่ 3 รูป เป็นการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดสรรให้วัดต่างๆ หรือเป็นที่รู้จักว่า “เงินทอนวัด” ระลอกล่าสุด และเป็นการจับกุมบุคคลในวงการพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยพระสมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาให้ปลดพระทั้งสามออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมแล้วเมื่อวันที่
24 พฤษภาคม
ศกนี้นั้น ผู้เขียนได้รับฟังคำถามแกมบ่นจากบรรดาท่านที่เคารพหลายท่านรวมทั้งบรรดาลูกศิษย์ลูกหาว่าสับสนไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหาของข่าวสารมากนัก เนื่องจากมีศัพท์เฉพาะทางพระสงฆ์องค์เจ้ามากเหลือเกิน อาทิ มหาเถรสมาคม สมณศักดิ์ พระสังฆาธิการ ฯลฯ จึงอยากให้ผู้เขียนช่วยเขียนอธิบายให้ฟังแบบง่ายๆ หน่อย ซึ่งผู้เขียนก็เห็นใจ เข้าใจและเต็มใจที่จะลองพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายๆ ดูนะครับ
เริ่มต้นด้วยคำว่า “พระภิกษุ” ก่อนก็แล้วกัน พระภิกษุนี่แปลตรงๆ เลยแปลว่า “ผู้ขอ” เนื่องจากพระภิกษุนี่สละบ้านช่อง ครอบครัว ออกบวชแล้วไม่ได้ทำมาหากินอะไรเพราะฉะนั้นก็ต้องขออาหารชาวบ้านที่เรียกกันว่าบิณฑบาตในการยังชีพ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจคือมุ่งสู่พระนิพพานคือความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด และยังต้องสั่งสอนศาสนิกชนให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบไปด้วยอีกโสดหนึ่ง
อีกคำหนึ่งคือ “สงฆ์” แปลว่า หมู่คณะ ดังนั้นคำที่อยู่ข้างหน้าของคำว่าสงฆ์ (สังฺฆ) เช่น พระภิกษุสงฆ์ ก็คือหมู่พระภิกษุ คณะพระภิกษุสงฆ์หรือเรียกสั้นๆ ว่า พระสงฆ์ นอกจากนี้จะเป็นคำต่างๆ เช่น นกหรือแมลง ก็เป็นหมู่นก หมู่แมลงได้เช่นเดียวกัน
ส่วนคำว่า “สังฆาธิการ” หมายถึงพระภิกษุผู้มีตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไทย นับตั้งแต่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสขึ้นไปจนถึงเจ้าคณะภาค หากเปรียบกับทางบ้านเมืองก็คือเป็นข้าราชการฝ่ายปกครองนั่นแหละ
สําหรับคำว่า “สมณศักดิ์” คือยศที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่พระภิกษุผู้มั่นคงอยู่ในสมณเพศ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะการที่พระภิกษุรูปใดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ย่อมได้รับมอบหมายภาระหน้าที่ในการปกครองหมู่คณะแห่งสงฆ์ไปพร้อมกันด้วย ยศพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานมีหลายชั้น โดยแต่ละชั้นมีพัดยศเป็นเครื่องกำหนด (ที่เรียกว่าพระราชาคณะคือเป็นคณะของพระราชานั่นเอง)
สำหรับชั้นยศเรียงจากสูงไปหาต่ำมีดังนี้คือ สมเด็จพระสังฆราช 1 พระองค์, สมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ 8 รูป, พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ 19 รูป (พระภิกษุ 3 ท่านที่ถูกหมายจับตัวได้นั้นคือระดับแผ่นเงินนะครับ), พระราชาคณะชั้นธรรม 35 รูป, พระราชาคณะชั้นเทพ 66 รูป, พระราชาคณะชั้นราช 144 รูป, พระราชาคณะชั้นสามัญ 394 รูป, พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี-โท-เอก-พิเศษ (ไม่จำกัดจำนวน), พระครูฐานานุกรม ตั้งได้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาบัตรของพระราชาคณะ และพระครูประทวนสมณศักดิ์ (พระครูผู้อุปการะการศึกษา) (ไม่จำกัดจำนวน)
คราวนี้ก็มาถึงคำศัพท์ใหญ่คือ “มหาเถรสมาคม” ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทยตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ทำหน้าที่คล้ายกับคณะรัฐมนตรี โดยมีสมเด็จพระสังฆราชหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งไม่เกินสิบสองรูปเป็นกรรมการโดยการแต่งตั้ง
ความจริงมหาเถรสมาคมนี้เป็นการปกครองตามหลักรัฐศาสตร์แบบ “รัฐบาล” นั่นเอง ซึ่งการจัดรูปแบบของรัฐบาลก็จะล้อกับรูปแบบของรัฐบาลของบ้านเมืองนั่นแหละ คำว่า “มหาเถรสมาคม” เป็นคำศัพท์ที่ใช้ครั้งแรกใน “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ (ร.ศ.121 ตรงกับ พ.ศ.2445)” ตราขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ (ร.ศ.121) มาตรา 4 ให้เรียกสมเด็จเจ้าคณะใหญ่ และพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ตำแหน่งต่างๆ ว่า
“มหาเถระ” และมหาเถระเหล่านี้จะประชุมกันเพื่อถวายความเห็นแก่พระมหากษัตริย์ในเรื่องพุทธศาสนาตามที่ทรงปรึกษา
ที่ประชุมนี้เรียกว่า “มหาเถรสมาคม” โดยต้องมีมหาเถระอย่างน้อยห้ารูปมาประชุมจึงจะเป็นองค์ประชุม
ต่อมาใน พ.ศ.2484 สภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ (ร.ศ.121) แล้วตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ขึ้นใช้แทน โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2484 พระราชบัญญัติใหม่นี้เปลี่ยนชื่อ “มหาเถรสมาคม” เป็น “สังฆสภา” โดยให้ประกอบด้วยกรรมการที่เรียก “สังฆสภาสมาชิก” จำนวนไม่เกินสี่สิบห้ารูป และประธานสังฆสภานั้นมาจากการแต่งตั้งของสมเด็จพระสังฆราชตามคำแนะนำของสังฆสภา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 เป็นการเลียนการปกครองฝ่ายอาณาจักรมาใช้แก่ฝ่ายศาสนจักร โดยเรียก “สังฆสภา” ให้เป็นทำนองเดียวกับ “รัฐสภา” และมีอำนาจหน้าที่ทำนองเดียวกันด้วย คือ ตราสังฆาณัติ แล้วถวายให้สมเด็จพระสังฆราชลงพระนาม จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติหลายๆ บทเลียนมาจากกฎหมายฝ่ายอาณาจักรหมวดหมู่กฎหมายปกครองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ อาทิ ให้สังฆสภามีอำนาจตราสังฆาณัติได้ ถ้าสมเด็จพระสังฆราชไม่ทรงเห็นด้วยหรือไม่ทรงลงพระนามตามกำหนด และสังฆสภาลงมติเห็นชอบตามเดิม ทำนองเดียวกับรัฐสภามีอำนาจตราพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นด้วยหรือไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยตามกำหนด และรัฐสภามีมติเห็นชอบตามเดิม
ใน พ.ศ.2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการรัฐประหารและเข้าปกครองประเทศแบบเผด็จการ ทหารจึงได้ออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นหลักของรูปแบบการปกครองหลักของคณะสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน ครับ ! มหาเถรสมาคมก็มีรูปแบบการปกครองเหมือนของสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่นแหละครับ

