“การเมืองที่มาด้วยอำนาจและถูกล้มด้วยอำนาจ ผมเห็นปรากฏการณ์แบบนี้ 6-7 ครั้ง การล้มอำนาจด้วยอำนาจนั้นเป็นเพราะใช้อำนาจทำลายล้างตัวเอง เมื่อมีอำนาจมากก็ใช้มาก คลั่งอำนาจ สุดท้ายเมื่อสังคมรู้ทันก็จะแพ้ตัวเอง ไปไม่รอด เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า อำนาจประชาชนล้มไปหลายคณะแล้ว”
ข้อความที่ยกมานี้เป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาของ คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ หัวข้อ วิสัยทัศน์ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในงานรำลึกศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ครับ ถึงคุณบัญญัติไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงหมายถึงใครหรือกลุ่มอำนาจใดโดยตรงก็ตาม ใครฟังหรืออ่านแล้วก็พอคาดเดาได้ไม่ยาก ผู้พูดต้องการสื่อความเพื่อเตือนสติถึงใคร
คำเตือนสตินี้จะเป็นจริงอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ อีกไม่นานคงได้เห็นกัน
เพราะยิ่งใกล้ถึงวันแห่งคำมั่นสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน เราจะคืนความสุขให้ประชาชน ไม่เกินกุมภาพันธ์ 2562 ความร้อนแรงของสถานการณ์ค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้น จากเหตุปัจจัยลบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมา นับแต่นาฬิกา แหวนของพี่ ที่ยังไม่จบลงง่ายๆ ต่อมาจนถึงความเคลื่อนไหวเตรียมการตั้งพรรคไอ้ตัวดูด การจับกลุ่มของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
เลยมาถึงจับพระเถระชั้นผู้ใหญ่คดีเงินทอนวัด จับพุทธะอิสระข้อหาอั้งยี่ฯ นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีออกมาขอโทษและตำหนิการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าถูกสังคมตั้งคำถามถึงการปฏิบัติสองมาตรฐาน ทีกรณีอื่นๆ ไม่เห็นมีการขอโทษอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเช่นเดียวกันนี้
ที่น่าคิดและติดตามวิเคราะห์กันต่อไป กรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 สั่งย้าย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และฝ่ายอำนวยการที่เกี่ยวข้องกับชุดปฏิบัติการจับกุมพุทธะอิสระ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงเป็นทางการ เป็นเรื่องเป็นราวยืนยันว่า การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามขั้นตอน ใช้ยุทธวิธีอย่างรัดกุมมากที่สุด
คำขอโทษกับคำตำหนิการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี กับคำแถลงของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงสวนทางกันอย่างมีนัยยะสำคัญทีเดียว
อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้หรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการถูกท้าทายและเสื่อมถอยอำนาจอย่างชัดเจน ส่งผลถึงก้าวย่างเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่อไปภายหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเมื่อไหร่ยังไม่แน่ อย่างแน่นอน
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครองอำนาจเพื่อดำรงโมเดลการบริหารประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีวุฒิสมาชิก 250 เสียงเป็นไม้ค้ำยันอำนาจต่อไปอย่างน้อย 5 ปี โดยใช้พรรคการเมือง พรรคประชารัฐ พรรคท้องถิ่นไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ฯลฯ เป็นฐาน จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ที่จะต่อสู้และพลิกกลับกระแสความเสื่อมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
พรรคแนวร่วม คสช.ที่ระดมกวาดต้อนอดีต ส.ส.จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก ขนาดกลาง ทั้งเก่าและใหม่เข้ามาร่วมด้วยวิธีการแบบโบราณจนเกิดภาพไอ้ตัวดูด จะสามารถเอาชนะพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และพรรคการเมืองกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างพรรคอนาคตใหม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ภายใต้สถานการณ์ขาลงที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง
คำประกาศที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยปรากฏว่าในเดือนมิถุนายนนี้จะมีความชัดเจนอาจถูกเลื่อนเวลาออกไปหรือไม่ ยังไม่มีใครล่วงรู้การตัดสินใจสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์จะเดินหน้าต่อตอบรับให้พรรคนอมินีเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 ผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
หรือถอยออกมาเป็นคนกลาง คอยควบคุม กำกับอยู่เบื้องหลัง ผ่านกลไกต่างๆ ที่วางไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2560 พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ
และล่าสุด การแก้ไข พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่เปิดช่องให้กองทัพมีบทบาทติดตาม กำกับการดำเนินงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายต่างๆ โดยกลไกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
ปัจจัยต่อการตัดสินใจเดินหน้าต่อกับถอยออกมาอยู่เบื้องหลังควรเลือกหนทางใดมากกว่า จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่งของผู้มีอำนาจ ซึ่งความตั้งใจจริงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเอาอนาคตของสังคม และชีวิตผู้คนทั้งประเทศเข้าไปเสี่ยงด้วย
ความรู้จักพอ ความยุติธรรม ความไม่ลักลั่นลำเอียง ไม่สองมาตรฐานในการใช้อำนาจและปฏิบัติกับฝ่ายต่างๆ อย่างเสมอภาค เห็นคุณค่าของความเป็นคนทัดเทียมกันต่างหาก เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุด
สมหมาย ปาริจฉัตต์

