หน้าแรก คอลัมนิสต์ สถานีคิด : เด...

สถานีคิด : เดินหน้ากันต่อไป : โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

31.05.18 | 13:39 น.

ตํารวจเข้าจับกุมและดำเนินคดี อดีตพระพุทธะอิสระ ด้วยข้อหาจากการชุมนุมเมื่อปี 2556-2557 และการจัดสร้างพระเครื่อง

มีผู้สนับสนุนอดีตพระออกมาด่าตำรวจว่าทำเกินกว่าเหตุ แต่ก็เป็นเรื่องของวิธีการ ที่ตำรวจต้องไปสร้างมาตรฐานที่ชี้แจงต่อสังคมได้กันต่อไป

ในส่วนของคดีความนั้นชัดเจนว่า ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ที่จะต้องไปต่อสู้แสดงพยานหลักฐานและสิ้นสุดที่ศาล

ที่จริงยังมีอีกหลายคดี จากวิกฤตการเมืองหลังรัฐประหาร 2549 ที่ผู้เสียหาย ผู้เกี่ยวข้องออกมาร้องเป็นระยะๆ ว่าล่าช้า

แต่ละเรื่อง ล้วนแต่โยงไปยังผู้มีอำนาจ ทำให้เข้าใจได้ว่า เกิดความเกรงอกเกรงใจกัน

Advertisement

กลายเป็นสภาพสองมาตรฐานที่ไม่เป็นธรรม เพราะกฎหมาย และกระบวนการของกฎหมาย ควรบังคับทุกคนโดยเสมอหน้ากัน

ไม่ใช่เว้นให้คนนี้ เพราะรักชาติ เสียสละกู้ชาติ ส่วนอีกพวกไม่รักชาติ ต้องเอาให้ตาย

เรื่องของ “ความเป็นธรรม” มีง่ายๆ แค่นี้เอง ไม่ต้องจบปริญญา 5 ใบ 10 ใบ ก็รู้สึก สัมผัสและตัดสินได้

เช่นเดียวกับความไม่เป็นธรรม ก็ไม่ยากที่จะรู้สึกได้

จึงเข้าใจได้ว่า เมื่อ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาขอโทษอดีตพระรูปนี้แทนตำรวจ ทำไมจึงมีเสียงทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ดังแซดไปหมด

คำวิจารณ์การกล่าวขอโทษมีหลายแง่มุม แต่ที่ควรพิจารณาคือ ถ้านายกฯและรองนายกฯเห็นว่า การจับกุมแบบนี้ไม่เป็นธรรม จนถึงกับเอ่ยปากขอโทษ แล้วรายอื่นๆ ที่ถูกกระทำแบบเดียวกัน ทางผู้มีอำนาจเคยรับทราบ และคิดจะขอโทษหรือไม่

พร้อมกับมีข้อเสนอว่า ถ้าจะให้ดี เจ้าหน้าที่ต้องสร้างมาตรฐานเดียวกันขึ้นมาให้ได้ ไม่ว่าจะเข้าจับกุมใครก็ตาม

โดยผู้มีอำนาจต้องสนับสนุนให้เกิดมาตรฐานนี้ขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจัง

แต่ถ้าผู้ต้องสงสัยมีกองกำลัง มีอาวุธ พร้อมจะใช้ความรุนแรง แน่นอนว่า ก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยง ในกรณีอย่างนั้น ต้องดำเนินการอย่างรัดกุม คำนึงถึงการป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียไปพร้อมกัน

ที่สำคัญ จากนี้ไป ผู้มีอำนาจต้องสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการในคดีนี้ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ยิ่งทางผู้ต้องสงสัยได้กล่าวผ่านญาติโยมที่ไปเยี่ยมมาแล้วว่า แค่มาติดคุกขำๆ ในภารกิจปราบอลัชชี เดี๋ยวก็จะกลับไปห่มผ้าเหลือง

แม้เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ก็เท่ากับท้าทายการทำงานของเจ้าหน้าที่ไปพร้อมกัน

ในคดีที่มีกลิ่นอายการเมือง มีการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่แบบนี้ ถ้าจะไม่ให้กระทบต่อความเป็นธรรม จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

และไม่ใช่แค่กรณีนี้เท่านั้น คดีที่ล่าช้าโดนดอง คั่งค้างอยู่ ต้องหยิบขึ้นมาดำเนินการกันอย่างจริงจัง

จะกล่าวคำขอโทษไปด้วยก็ได้ในฐานะผู้คุ้นเคยกัน แต่ต้องเดินหน้า ให้ความเป็นธรรม ให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายปรากฏขึ้นมาให้ได้

การปรองดองที่ถามหากันอยู่นั้น อาจจะเริ่มต้นได้ จากจังหวะก้าวนี้เอง