นานมาแล้ว มีกระทาชายนายหนึ่ง เห็นว่าสมณชีพราหมณ์เป็นบุคคลมีเกียรติในสังคมมีคนเอาข้าวเอาน้ำมาให้กิน มีคนเคารพนับถือมาก อยากจะเป็นเช่นนั้นบ้าง จึงไปถือเพศสมณะ จะบวชเองหรือมีคนบวชให้ ตำราไม่ได้บอก
พอบวชมาแล้วก็วางมาด เป็นผู้รู้ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไร บังเอิญว่าตำบลที่แกอยู่นั้นมีแต่คนโง่เง่าเต่าตุ่น ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเช่นกัน แกจึงหลอกเขาได้
ชีวิตความเป็นอยู่ของแกสะดวกสบาย จะเอาอะไร ก็มีผู้นำมาประเคนให้ ในสำนักของแกจะมีการชุมนุมเพื่อฟังธรรมทุกเช้าเย็น ได้เวลาแกก็นั่งธรรมาสน์เทศน์สอนบรรดาลูกศิษย์ฟังทำนองจะบอกว่า ตัวแกเองทำได้ แต่ก็ไม่เคยเห็นสำแดงให้ดูแม้แต่ครั้งเดียว
พวกศิษยานุศิษย์ต่างก็ฟังไป ร้อง โอ้โฮๆ อาจารย์ของเราช่างเก่งกาจเหลือเกิน มีผู้เดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่มีความเก่งกาจปานนี้
วันหนึ่งขณะแกนั่งฝอยให้เหล่าศิษยานุศิษย์ฟังอย่างเมามันอยู่ มีนักปราชญ์ท่านหนึ่งมายืนฟังอยู่ห่างๆ นักปราชญ์ท่านนี้เป็นผู้ที่สังคมยกย่องว่ามีความรู้แท้จริง มีชื่อเสียงทั่วทั้งประเทศ ท่านฟังนักปราชญ์ปลอมพูดอะไรเรื่อยเปื่อย ผิดๆ พลาดๆ ท่านจึงเดินเข้าไปหา ร้องว่า
“ติฏฐ ติฏฐ” (แปลว่าหยุดก่อน หยุดก่อน)
ท่านต้องการปรามว่า หยุดก่อน ที่ท่านแสดงไปนั้นผิด
นักปราชญ์เก๊ ตกใจที่มีผู้มาขัดจังหวะ พอตั้งสติได้ก็ร้องถามไปว่า
“ท่านเป็นใคร บังอาจมาขัดจังหวะ”
นักปราชญ์ท่านนั้นก็บอกชื่อท่านไป นักปราชญ์เก๊ถึงจะบ้านนอกก็รู้จักนามนี้ เพราะชื่อเสียงของนักปราชญ์ท่านนี้ก้องกำจรไปทั่วประเทศ ก็ยิ่งตกใจใหญ่ แต่เพื่อรักษาหน้าของตนไว้ จึงร้องตอบไปว่า
“ชะๆ แกมาหาว่าข้า ติดถอ หรือ แกนั้นแหละติดถอ ติดถอทั้งโคตร”
(แกฟังคำบาลีว่า “ติฏฐ ซึ่งอ่านว่า ติด-ถะ ไม่ออก ฟังเป็น ติด-ถอ จึงออกมาอย่างนั้น)
นักปราชญ์ใหญ่ตกใจชั่วครู่ ไม่นึกว่าจะโดนโต้ตอบไม้นี้ จึงยืนนิ่งอยู่ ปลงสังเวชว่า โธ่เอ๋ย มันช่างโง่อะไรเช่นนี้ แล้วมาหลอกคนอื่นว่าตนเป็นปราชญ์
เมื่อเห็นนักปราชญ์จริงยืนนิ่ง แกก็ได้ที่ ร้องสำทับว่า “มีภูมิรู้แค่หางอึ่ง ยังสะเออะมาโต้กับข้า ไปไหนก็ไปไอ้ติดถอ”
บรรดาลูกศิษย์นักปราชญ์เก๊ เห็นดังนั้นต่างก็ร้องไชโยโห่ฮิ้ว ความดีใจว่า “โธ่เอ๊ย นึกว่าเก่งมาจากไหน ที่แท้ก็ไอ้คนโง่เง่า ริมาต่อกรกับอาจารย์พวกกู รู้เสียด้วยอาจารย์พวกกูเป็นสัพพัญญูรู้หมดทุกสิ่งสามารถหยุดเดือนหยุดตะวันได้นะเว้ย”
นักปราชญ์จากเมืองหลวงเห็นว่าป่วยการเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ จึงถอยกลับไป
นิทานเรื่องนี้ ท่านเสฐียรโกเศศหรือพระยาอนุมานราชธน เล่าไว้ ผมอ่านเมื่อนานมาแล้ว บังเอิญนึกขึ้นมาได้ จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง
ว่ากันว่า นักมวยแชมป์โลกที่ชกเก่งๆ นั้น เวลาชกกับมวยวัด เผลอๆ อาจถูกมวยวัดน็อกเอาได้ง่ายๆ เพราะไม่รู้จะตั้งรับอย่างไร แม่ไม้ต่างๆ ที่ฝึกปรือมาเอาออกมาใช้ไม่ได้ผล เพราะมวยวัดไม่รับรู้ด้วย เหวี่ยงหมัดสะเปะสะปะไป ฟลุคโป้งเดียวจอดได้
เมื่อครั้งพระยามิลินท์ (กษัตริย์ กรีก นามว่า เมนานเดอร์) ไปหาพระนาคเสนเถระ แจ้งความจำนงจะสนทนาธรรมกับท่าน พระนาคเสนถามก่อนว่า
“มหาบพิตร ถ้าจะสนทนาแบบพาล อาตมาไม่ยินดีด้วย แต่ถ้าสนทนาแบบบัณฑิต อาตมายินดี”
พระยามิลินท์ถามว่า “ต่างกันอย่างไร”
พระนาคเสนตอบว่า “การสนทนากันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่อารมณ์ ไม่เอาสีข้างเข้าถู เถียงข้างๆ คูๆ เรียกว่าสนทนาแบบบัณฑิต ตรงกันข้ามเรียกว่าสนทนาแบบพาล”
พระยามิลินท์จึงว่า “โยมจะสนทนาแบบบัณฑิต พระเถระจึงยอมสนทนากับพระยามิลินท์
การสนทนาครั้งนั้น ได้บันทึกไว้ในหนังสือชื่อ มิลินทปัญหา เป็นการโต้ตอบเกี่ยวกับหลักการของพระพุทธศาสนา ทั้งสองฝ่ายหักล้างกันด้วยเหตุผล มิได้เอาทิฐิของตนเป็นที่ตั้ง
การจะสามารถสนทนากันด้วยเหตุด้วยผลได้ คู่สนทนาจะต้องเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างแตกฉาน รู้จริงรู้ลึก มิใช่รู้เพียงงูๆ ปลาๆ แล้วอาจหาญไปแสดงความเห็น
ปัจจุบันมีข้อถกเถียงในเรื่องพระพุทธศาสนา หลายเรื่องหลายประเด็นพระพุทธเจ้าตรัสไว้แจ่มแจ้งแล้ว ไม่ต้องรอการ “ตีความ” ใหม่ ก็ยังมาถกเถียงกันอยู่นั่นแหละ เรื่องที่ชัดเจนแล้ว ไม่เหลือช่องให้ใครมาแสดงความคิดเห็น ก็ไม่ควรแสดงความคิดเห็น ควรยึดเอาพุทธวจนะเป็นหลัก
เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับหลักธรรมและหลักปฏิบัติขึ้นในหมู่ชาวพุทธ ท่านก็วางหลักพิจารณาไว้เป็นขั้นตอนอยู่แล้วคือให้ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลักตัดสิน รองลงมาก็เป็น อรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก) รองลงมาอีกก็เป็น ฎีกา อนุฎีกา และรองลงมาอันดับโหล่ก็คือมติของเกจิอาจารย์
“เกจิอาจารย์” (เกจิ อาจริยา=อาจารย์บางพวก) หมายถึงอาจารย์ผู้เป็นพหูสูต ผู้เป็นหลักทางพระพุทธศาสนานะครับ เดิมเขาใช้ในความหมายนี้ แต่ต่อมาความหมายเปลี่ยนไปเป็น “อาจารย์ขลัง” คนละเรื่องกันนะครับ
การพิจารณาตัดสินว่าอะไรผิด อะไรผิดถูก ต้องถือคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นหลักก่อน อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา หรือแม้แต่เกจิอาจารย์ เอาไว้สำหรับปรึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ในประเด็นที่ไม่ชัด ในกรณีที่ อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และเกจิอาจารย์ ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก ต้องยึดพระไตรปิฎกเป็นหลัก
เดี๋ยวนี้เกจิอาจารย์ (ซึ่งบางทีก็ไม่มีภูมิปัญญาพอที่จะเป็น “เกจิอาจารย์”) แสดงหลักคำสอนผิดเพี้ยนไปจากพุทธวจนะ เพิ่มมากขึ้นทุกที และถือหางกันในหมู่ศิษยานุศิษย์ ไชโยโห่ฮิ้วกันในแวดวงของตนว่าเป็นยอดปราชญ์
ครับยอดปราชญ์จริงๆ ปราชญ์ “ติดถอ” ดังในนิทานนั้นแล เก่งที่เล่นงานปราชญ์จริงเซ่อได้ ดุจเดียวกับมวยวัดน็อกแชมป์โลกฉะนั้นแล

