“ถึง 53 คนที่ดูภาพยนตร์ The Christmas Prince ทุกวันติดต่อกันมาเป็นเวลา 18 วันแล้ว, ใครทำร้ายเธอมาเหรอ”
ปลายปีที่แล้ว Netflix ออกแคมเปญโฆษณาที่หลายคนมองว่าน่ากลัวและเอาเรื่องส่วนตัวมาประจานกันเกินไปด้วยการทวีตข้อความด้านบนลงบนแอคเคาต์ @Netflix ข้อความดังกล่าวพาให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทักท้วงด้วยการตอบว่า “ทำไมอยู่ดีๆ Netflix ถึงออกมาประจานลูกค้าตัวเอง (ด้วยการใช้ข้อมูลการรับชม) แบบนี้ล่ะ” ซึ่ง Netflix เองก็ตอบด้วยข้อความตลกๆ ต่อมาว่า “แค่อยากให้รู้ว่าห่วงใยนะ” (I just want to make sure you’re okay.)
ในแคมเปญดังกล่าว Netflix เองคงไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากคิดว่านี่เป็นแคมเปญฉลาดๆ ตลกและน่ารัก แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม มันกลับเป็นเหตุการณ์อีกครั้งที่ทำให้เรารู้ว่าบริษัทสื่อบันเทิงอย่าง Netflix นั้นรู้จักเรามากขนาดไหน
หากพูดถึงการใช้ข้อมูลของผู้ใช้เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อแล้วละก็ Netflix ไม่เป็นสองรองใครในเรื่องนี้ เรารู้ว่า Netflix ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อแนะนำซีรีส์หรือภาพยนตร์เรื่องใหม่ให้เราดูต่อ เรารู้ว่า Netflix
รู้ว่าเราจะติดซีรีส์ตั้งแต่ตอนที่เท่าไหร่ และจะเลิกดูหากมีฉากอย่างไรออกมา และ Netflix ก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางแผนและเลือกรายการที่ตนจะออกทุนสร้างในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น Netflix ยังใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อออกแบบการถ่ายทำ ช่วยโปรดิวเซอร์รายการในการวางแผนจัดการสถานที่ คิวนักแสดง ตากล้อง ทีมงาน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (ซึ่งจะนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด) ด้วย
ด้วยความรู้ความเข้าใจว่าคนทั่วโลกชอบอะไร อยากดูภาพยนตร์แบบไหน ทำให้ Netflix สามารถสร้างภาพยนตร์ที่ทำให้ตน ‘เจ็บตัว’ น้อยที่สุดได้ พวกเขารู้ด้วยซ้ำว่าบางครั้งคนเราก็ไม่ได้ต้องการดู ‘ภาพยนตร์ดีๆ’ ตามคำบอกเล่าของนักวิจารณ์ ในวันที่
เหนื่อยล้าเราก็แค่อยากดูหนังแอ๊กชั่นหรือหนังตลกที่มีอดัม แซนด์เลอร์ แสดงนำ การดูหนังแบบนี้อาจไม่ได้ดีเด่นจนเราอยากเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ไม่ว่าเราจะเล่าหรือไม่เล่า Netflix ก็รู้และผลิตหนังแบบดังกล่าวออกมาให้เราเลือกชมได้เสมอ
แต่นั่นก็เป็นเพียงการผลิตภาพยนตร์เพื่อคนหมู่มากเท่านั้น เป็นไปได้ไหมที่จะมีการผลิตภาพยนตร์ออกมาเพื่อคุณคนเดียว ภาพยนตร์ที่จะปรับเปลี่ยนตามอารมณ์ของคุณในแต่ละช่วงเวลา ภาพยนตร์ที่รู้ว่าคุณกำลังเบื่อ หรือคุณกำลังตื่นเต้น ภาพยนตร์ที่ทำให้เส้นแบ่งของความเป็นภาพยนตร์กับเกมจางลง
ริชาร์ด แรมเชิร์น (Richard Ramchurn) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม พยายามสำรวจคำถามเหล่านี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เขาพัฒนาและกำกับภาพยนตร์ชื่อ The Moment ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่คุณสามารถควบคุมได้ด้วยสมองผ่านอุปกรณ์ครอบศีรษะราคา 100 เหรียญ ที่จะคอยอ่านสัญญาณไฟฟ้าในสมองของคุณเพื่อดูว่าคุณอยู่ในสถานะอารมณ์แบบไหน เมื่อคุณชมภาพยนตร์ของเขา ทั้งฉาก เพลงประกอบและแอนิเมชั่นจะเปลี่ยนแปลงไปตามห้วงอารมณ์ในขณะนั้นๆ
แรมเชิร์นคิดว่าภาพยนตร์ความยาว 27 นาทีนี้ประกอบด้วยเวอร์ชั่นย่อยๆ 101 ล้านล้านเวอร์ชั่นที่แตกต่างกัน แม้โครงเรื่องหลักจะไม่ทิ้งห่างกันมากนัก แต่เครื่องอ่านสัญญาณไฟฟ้าสมองก็จะส่งข้อมูลอารมณ์ของคุณเข้าสู่คอมพิวเตอร์
เพื่อให้มันตัดต่อรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือเสียงประกอบที่แตกต่างลงไปในภาพยนตร์ ในเวอร์ชั่นหนึ่ง เราอาจได้เห็นฉากสมุดโน้ตของตัวละครว่าเขียนอะไรอยู่ในนั้น ในขณะที่อีกเวอร์ชั่น เสียงเพลงในบางฉากอาจกระตุ้นเร้าอารมณ์มากกว่า แรมเชิร์นบอกว่าด้วยวิธีเช่นนี้ ผู้ชมก็เปรียบเสมือนผู้กำกับร่วมที่คอยสร้างภาพยนตร์ร่วมกันไปกับเขา
แรมเชิร์นไม่คิดว่านวัตกรรมของเขาจะเปลี่ยนวิธีที่เราชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์นัก เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะถูกกำหนดด้วยคนคนเดียว (เพื่อฉายให้กับผู้ชมที่เหลือ) แต่เขาก็ทดลองแยกภาพยนตร์ออกเป็นส่วนๆ เช่น ดนตรี การตัดต่อ หรือการซ้อนเอฟเฟ็กต์ แล้วมอบหน้าที่การควบคุมแต่ละส่วนให้กับผู้ชมแต่ละคนเช่นกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าสนใจทีเดียว
The Moment อาจไม่ได้เป็นภาพยนตร์ในความหมายเดิม มันอาจใกล้เคียงกับ ‘เกม’ มากกว่า มันทำให้ผมนึกถึงเกมที่เน้นเนื้อเรื่องอย่างเช่น Detroit หรือ Heavy Rain ที่คุณสามารถเลือกเส้นทางเดินของตัวละครเพื่อส่งผลลัพธ์สุดท้ายที่แตกต่างกันออกไปได้ คล้ายกับหนังสือแบบ Choose your own adventure
แต่ไม่ว่าอย่างไร The Moment ก็อาจทำให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่เราจะได้ชมภาพยนตร์บนแล็บท็อปหรือแท็บเล็ตส่วนตัว ติดอุปกรณ์เล็กๆ ไว้ที่ศีรษะ เพื่อให้ภาพบนจอเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เราเผชิญในแต่ละวัน เป็นภาพยนตร์ที่เป็นเวอร์ชั่นของคุณคนเดียว นั่นอาจเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมบันเทิงก็ได้
เมื่อนวัตกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นและถูกใช้อย่างแพร่หลายจริง ไม่แน่ว่าบริษัทเทคโนโลยีที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ Facebook หรือ Google แต่เป็น Netflix นี่เอง!

