หน้าแรก คอลัมนิสต์ ซอยตัน : โดย ...

ซอยตัน : โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

4.06.18 | 13:29 น.

นับตั้งแต่การยึดอำนาจของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา คงไม่มีคณะรัฐประหารชุดใดที่ไม่เตรียมทางลงไว้เหมือน คสช. เพื่อนนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งของผม พูดตั้งแต่วันแรกๆ หลัง คสช.ยึดอำนาจว่า พวกนี้คิดจะอยู่ยาวเหมือนสฤษดิ์ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะสถานการณ์ทุกด้านในเมืองไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว

การณ์ก็พิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า เขาคาดถูกและผมคาดผิด

ความผิดพลาดของผมเกิดขึ้นจากหยั่งสถานการณ์ทางสังคมได้ไม่ลึกพอ สังคมเปลี่ยนไปแล้วก็จริง แต่เปลี่ยนไปในระดับที่ไม่มากพอจะก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวาง แม้ว่ามีการต่อต้านนับแต่วันแรกของการรัฐประหาร และกระจายออกไปในสัปดาห์แรก (อย่างที่ไม่เคยปรากฏในการรัฐประหารครั้งใดมาก่อน) แต่ คสช.ก็ใช้กำลังที่มีในมือคือทหารและตำรวจ และกลไกในกระบวนการยุติธรรม ทำการปราบปรามอย่างไม่ต้องเคารพกระบวนการทางกฎหมายแต่อย่างไร สุดกำลังที่ฝ่ายต่อต้านจะดำเนินการต่อไปได้

แต่สถานการณ์ที่ผมไม่ทันนึกก็คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในหมู่ชนชั้นนำ ซึ่งประกอบด้วยคนหลากหลายจำพวกอันล้วนได้ประโยชน์จากระบบการเมืองที่ขาดความเป็นธรรมและล้าหลัง ซึ่งครอบงำประเทศไทยตลอดมา

เมื่อสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ ชนชั้นนำไทยประกอบขึ้นจากคนไม่กี่กลุ่ม แม้มีการแข่งขันอำนาจกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธสองฝ่ายคือทหารและตำรวจ อันเสี่ยงต่อการนองเลือด แต่เนื้อหาของความขัดแย้งไม่มีความลึกซึ้งอะไรมากไปกว่าแย่งชิงทรัพยากรกันเท่านั้น ในเวลานั้น นายทุนไทยมีจำนวนเพียงหยิบมือและต้องอยู่ในลักษณะ “พึ่งพา” กองกำลังติดอาวุธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งสิ้น ทั้งยังถูกกีดกันไว้เป็น “คนนอก” (เจ๊ก) ของสังคมอีกด้วย ส่วนใหญ่ของคนชั้นกลางซึ่งมีจำนวนน้อยนิดเดียวอยู่ในระบบราชการ ชนชั้นนำตามประเพณีมีอำนาจทางการเมืองไม่มาก แม้มีทุนทรัพย์แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ประกอบการอะไรมากไปกว่าเก็บค่าเช่าตึกแถวและท้องนา

Advertisement

ทั้งการรัฐประหาร 2490 และของสฤษดิ์ใน 2500 และ 2501 ล้วนเป็นการแย่งอำนาจกันในหมู่ชนชั้นนำหยิบมือเดียว ซึ่งมีผลประโยชน์เรียบง่ายไม่สลับซับซ้อน ดุลอำนาจของชนชั้นนำพลิกผันเมื่อไร ก็เกิดการเปลี่ยนกลุ่มอำนาจกันด้วยการรัฐประหาร

ตราบเท่าที่รักษาดุลอำนาจในหมู่ชนชั้นนำไว้ให้คงที่ได้ โอกาสจะเกิดการเปลี่ยนกลุ่มอำนาจก็มีน้อยหรือไม่มีเลย ระบอบสฤษดิ์จึงไม่ต้องเตรียมทางลง จนแม้ในภายหลัง ดุลอำนาจในหมู่ชนชั้นนำได้เปลี่ยนไป และพลิกผันไปมากแล้ว ก็ไม่ได้คิดหาทางลง จนเกิด 14 ตุลาขึ้น ทำให้ลงไม่สวย

ตรงกันข้ามกับการยึดอำนาจของ คสช. ชนชั้นนำไทย (หรือแม้แต่สังคมไทย) ได้เปลี่ยนไปมากทั้งในเชิงปริมาณและเนื้อหา นายทุนใหญ่รุ่นก่อน 14 ตุลาก็ยังอยู่ แต่มีนายทุนใหม่จำนวนมากที่สะสมทุนได้มหาศาลเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้อยู่กับกิจการธนาคารเพียงอย่างเดียว กิจการของคนเหล่านี้จ้างงานคนจำนวนมาก ทั้งแรงงานระดับล่างไปจนถึงคนชั้นกลางกลุ่มอาชีพ ดังนั้นคนชั้นกลางไทยจึงเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและเนื้อหาเช่นเดียวกัน แม้แต่ข้าราชการที่อยู่ในสาย “บริการ” ก็เพิ่มขึ้น เช่น ด้านการแพทย์และการศึกษา ซึ่งมักไม่มีอำนาจที่จะเอาไปใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัวได้มากนัก กลายเป็นนักอาชีพอีกกลุ่มหนึ่ง คนในวงการสื่อประกอบด้วยคนหลายจำพวก ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ไปจนถึงนักแสดง, ศิลปิน, และปัญญาชน ชนชั้นนำตามประเพณีสูญเสียผู้นำทางความคิดไปแทบจะสิ้นเชิง ความคิดทางการเมืองของกลุ่มนี้จึงขาดเอกภาพ หมดอิทธิพลในการนิยามความเป็นไทย

จึงยากมากที่จะรักษาดุลอำนาจในหมู่ชนชั้นนำให้คงที่ได้ ยังไม่พูดว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ชนชั้นนำมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกต่อไป

ดังนั้น หากในตอนนั้น ผมนึกถึงความเปลี่ยนแปลงในหมู่ชนชั้นนำ ผมก็คงยัง “แพ้พนัน” เพื่อนนักรัฐศาสตร์อยู่ดี เพราะผมคงคิดว่า ชนชั้นนำที่มีความสลับซับซ้อนอย่างนี้ ย่อมไม่สามารถผดุงการรัฐประหารไว้อย่างพร้อมเพรียงได้นานนัก
มีผลประโยชน์, อุดมการณ์ และจินตนาการทางการเมืองที่แตกต่างกันมาก จนยากที่จะรอมชอมไว้กับทหารซึ่งมีแต่ปืนเพียงอย่างเดียวได้นานนัก

แม้ผมคง “ผิด” อีก แต่ผมคง “ถูก” ในหลักการ เพราะความแตกร้าวของกลุ่มชนชั้นนำนั้นพอเห็นได้นับตั้งแต่ปีแรกที่ คสช.ยึดอำนาจแล้ว จำนวนหนึ่งของชนชั้นนำที่เข้าร่วม “ปฏิรูป” กับ คสช.ถอนตัวออก และประกาศอย่างชัดเจนว่า คสช.ไม่สามารถนำประเทศไปสู่สภาวะที่ดีขึ้นได้ อีกจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ในคณะกรรมการที่ คสช.ตั้งขึ้น ขัดแย้งกับฝ่ายบริหารเสียจนคณะกรรมการเหล่านั้นไม่ถูกเรียกประชุมอีกเลย

บัดนี้เมื่อผ่านไป 4 ปี ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ชนชั้นนำจากหลายกลุ่มพากันถอยออกมาจาก คสช. เหลือแต่เจ้าสัวกลุ่มหนึ่งที่สามารถกอบโกยทรัพยากรไปได้มากเป็นพิเศษ ภายใต้อำนาจรัฐประหารของ คสช. ปัญหาของพวกเขาคือจะฝังกลไกผลประโยชน์ที่พวกเขาได้มาในช่วงนี้ลงไปในระบบอย่างถาวรได้อย่างไร

ทางลงที่คณะรัฐประหารต่างๆ เตรียมไว้นั้น ไม่ใช่การกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน ไม่มีใครโง่พอจะทำอย่างนั้น เมื่อตัดสินใจขึ้นขี่หลังเสือแล้ว ก็ต้องเตรียมทางลงที่ปลอดภัยด้วย วิธีคือร่างรัฐธรรมนูญที่ตนสามารถกลับมาจัดตั้งรัฐบาล มีกติกาที่กลุ่มอำนาจต่างๆ ในสังคมยอมรับได้ และในที่สุดก็เข้ามาต่อรองอำนาจกันได้อย่างลงตัว หากจำเป็นต้องหลุดจากตำแหน่งในความลงตัวนั้น (เช่น แพ้โหวตในสภาหรือถูกกลุ่มอำนาจต่างๆ ร่วมกันบีบให้ออก) จึงค่อยกลับไปเลี้ยงหลานที่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่ในกรมทหารนั่นเอง

และบัดนี้ คสช.ก็รู้แล้วว่า ต้องหาทางลงที่ปลอดภัยแก่ตนเอง แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายไปเสียแล้ว แม้มีรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้ คสช.สืบทอดอำนาจได้สะดวก แต่การเลือกตั้งที่จะต้องมี ก็ไม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า หนทางที่จะแปรเปลี่ยนอำนาจปืนให้เป็นความชอบธรรมทางการเมือง อาจทำได้โดยราบรื่น

ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงบรรดาสมาชิกชนชั้นนำหลายกลุ่ม ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมกับ คสช. ในฐานะ ครม.บ้าง, สนช.บ้าง, สภาหรือคณะกรรมการปฏิรูปบ้าง, สภาร่างรัฐธรรมนูญบ้าง, องค์กรอิสระที่ได้สืบทอดตำแหน่งด้วยคำสั่งคณะรัฐประหารบ้าง, เข้ากุมกำลังของกองกำลังติดอาวุธต่างๆ รวมทั้งตำรวจบ้าง, องค์กรในกระบวนการยุติธรรมซึ่งได้หนุนช่วยอำนาจของ คสช.ตลอดมาบ้าง

จำนวนมากทีเดียว ซ้ำไม่ได้มากอย่างเดียว แต่พวกเขาได้ทุ่มเทจนสุดตัว (หรือสุดความชอบธรรม) ให้แก่ คสช.ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คนเหล่านี้ต่างรู้ตัวดีว่า จะเลือกหรือไม่เลือก พวกเขาต้องร่วมชะตากรรมกับ คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว

นักกฎหมายต้องการ “เซียน” อย่างนี้หรือ, นักสาธารณสุขต้องการผู้บริหารสาธารณสุขอย่างนี้หรือ, นักการศึกษาต้องการผู้บริหารการศึกษาอย่างนี้หรือ, ตำรวจต้องการผู้บริหารตำรวจอย่างนี้หรือ, อาจารย์มหาวิทยาลัยอยากได้อธิการบดีและสภามหาวิทยาลัยอย่างนี้หรือ ฯลฯ คิดไปเถิด ชะตากรรมของคนเหล่านี้
ในอนาคตที่ไม่มี คสช. หรือไม่มีทางลงของ คสช.จะเป็นอย่างไร

เพราะจำนวนที่มาก และการทุ่มสุดตัวของคนจำนวนมากเช่นนี้ จึงนับว่าเสี่ยงมากที่การสิ้นสุดภาวะรัฐประหารครั้งนี้ อาจเป็นความรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะทางถอยของทั้งสองฝ่ายล้วนแคบเกินไป ไม่พอจุคนจำนวนมากได้ทั้งสิ้น

จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงนี้ได้อย่างไร

หาก คสช.เป็นฝ่ายที่ต้องการหลีกเลี่ยงเอง มีวิธีอยู่สามทางซึ่งล้วนเสี่ยงต่อการประท้วงอย่างรุนแรงทั้งสิ้น

ทางที่หนึ่ง คือ เลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยอาศัยวิธีทางเทคนิค วิธีนี้น่าจะไม่เกิดการประท้วงที่รุนแรงนัก แต่เวลาที่ได้เพิ่มขึ้นจากคำวินิจฉัยนี้ ไม่ช่วยให้ คสช.ได้ทางลงที่ดีขึ้นตรงไหน เพราะไม่น่าจะทำให้ผลของการเลือกตั้งเปลี่ยนไป

เลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนดยังจะมีประโยชน์เสียกว่า แต่นั่นหมายถึงความชอบธรรมที่เหลือเบาบางเต็มที (คือจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อคืนสู่สภาพปกติ) ก็ขาดสะบั้นลงทันที นี่แหละครับ ตัวใครตัวมันที่แท้จริงล่ะ

ทางที่สอง คือ ทำให้การเลือกตั้งไม่อาจดำเนินไปได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เช่น ล็อกประชาชนที่จะไปเลือกตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ แต่การกระทำเช่นนี้ไม่ง่ายเหมือนก่อนเสียแล้ว เพราะหัวคะแนนมีบทบาทในการเลือกตั้งน้อยลงไปมากแล้ว จึงไม่อาจล็อกแต่หัวคะแนนได้ หากจะต้องล็อกคนทั้งหมู่บ้านหรือตำบล ก็จะต้องใช้กำลัง (ทหาร) มากและประเจิดประเจ้อ จนกระทั่งผลของการเลือกตั้งไม่สร้างความชอบธรรมให้แก่ คสช. (เหมือนกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 60) ทำให้การเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ยิ่งขยายไปกว้างขึ้น และมีความชอบธรรมมากขึ้นไปพร้อมกัน

ทางที่สาม คือ ทำให้พรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับ คสช.สูญเสียสิทธิในการส่งผู้สมัคร (ทั้งหมดหรือจำนวนมาก) หรือยุบพรรคไปตั้งแต่ยังไม่ทันมีการเลือกตั้ง ถึงแม้วิธีนี้ทำได้โดยถูก “กฎหมาย” (ที่ คสช.ตราขึ้นเอง) และ คสช.อาจใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่วางไว้แล้วทำได้ แต่วิธีนี้เสี่ยงกับปฏิกิริยาของผู้คนที่ คสช.คุมไม่ได้อยู่มาก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเรื่องนาฬิกา ซึ่งไม่ผิดคาดมาแต่ต้นแล้ว ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยซึ่งน่าจะมีจำนวนมาก ยังไม่นับพรรคอนาคตใหม่ซึ่งได้คะแนนนิยมในหมู่คนในเมืองสูง คนเหล่านี้จะนิ่งเฉยหรือยิ่งไปกว่านั้น การเลือกตั้งที่ฝ่ายค้านถูกกีดกันออกไปหมดเช่นนั้น ย่อมทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น อย่านึกเป็นอันขาดว่า เจ้าพ่อท้องถิ่นต่างๆ ที่ คสช.เก็บกวาดมาได้ จะเข้ามาสนับสนุน คสช.โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

นักการเมืองเหล่านี้พร้อมจะกระโดดไปหาประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านอยู่พรรคเดียวในสภา หากประชาธิปัตย์ยอมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้สูงกว่า คสช.

ในทางตรงกันข้าม หากชนชั้นนำส่วนที่มองเห็นว่า คสช.ไม่มีทางลงที่ราบรื่นได้อีกแล้ว ก็อาจหาทางลงให้แก่ คสช.เอง โดยร่วมกับบางส่วนในกองกำลังติดอาวุธยึดอำนาจซ้อนอีกทีหนึ่ง แต่ในความวุ่นวายนี้คณะรัฐประหารชุดใหม่จะหาทางลงอย่างไร ไม่ง่ายเลย นอกจากกลับเข้าสู่การเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เป็นธรรมทันที หรือในเวลาอันรวดเร็ว แต่นั่นหมายถึงการจัดสรรดุลอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำยังไม่ลงตัว ซ้ำกลุ่มชนชั้นนำหน้าใหม่ที่อยู่นอกวงการต่อรองก็คงเรียกร้องให้มีดุลอำนาจและผลประโยชน์ใหม่ที่ต้องรวมพวกตัวเข้าไปด้วย หากตกลงประนีประนอมกันไม่ได้ ชนชั้นนำกลุ่มที่ไม่พอใจคงพร้อมจะสนับสนุนให้เกิดการกดดันในนามของ “ประชาชน” ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ผมมองอย่างไรก็มองไม่ออกว่า “ทางลง” ของประเทศไทย (ซึ่งสำคัญกว่าทางลงของ คสช.) จะเป็นไปโดยสงบและไม่ต้องใช้ความรุนแรงต่อกันได้อย่างไร ความขัดแย้งแตกแยกเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมสมัยใหม่ แต่การตัดสินใจของชนชั้นนำเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในอันที่จะใช้กำลังนอกระบบมายุติความขัดแย้งในสังคม เพื่อรักษาสมดุลแห่งอำนาจของตนไว้ให้คงเดิม เป็นผลให้ประเทศไทยสูญเสีย “ทางลง” ที่สงบและสร้างสรรค์ในวันนี้