หน้าแรก คอลัมนิสต์ การกลับมาของก...

การกลับมาของการเมือง แบบพรรคการเมืองและการเมืองเรื่องอุดมการณ์ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

5.06.18 | 12:19 น.

การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากมุมมองของคนนอกที่ไม่ได้ระแคะระคายในเรื่องพรรครวมพลังประชาชาติไทย (ทั้งที่บรรดาผู้ก่อตั้งบอกว่าคุยกันมาในระยะเวลาหนึ่ง) ทำให้กระแสการแข่งขันทางการเมืองและการตื่นตัวทางการเมืองทวีความเข้มข้นมากขึ้น

อาจมีการวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาได้ว่าอะไรคือที่มาที่ไปของพรรคนี้ นอกจากจะพูดว่าคุณสุเทพกลับมาแล้ว

หนึ่ง อาจเป็นไปได้ว่า กำเนิดพรรคนี้อาจเป็นแผนสองของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในวันนี้ ที่แผนแรกไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าไหร่ หมายถึงการเมืองแบบการดูด หรือที่อ้างว่าเป็นการเมืองแบบครรลอง หมายถึง ดูดนักการเมืองเดิมๆ ที่เคยอยู่ร่วมในหลายพรรคให้เข้ามาเป็นสมาชิกของพรรคใหม่ที่ขึ้นมารองรับการสืบทอดอำนาจ

จะพบว่านับจากการไปเยือนบุรีรัมย์ เสียงของสังคมไม่ได้ออกมาในทางบวก หรือออกมาในแบบที่ทำกับสายพลังชลแต่อย่างใด

ในแง่นี้แผนสองจึงอาจจะต้องเกิดขึ้น เพราะคำถามที่สำคัญไม่ใช่เรื่องของจำนวนนักการเมืองในสังกัดเท่านั้น แต่เรื่องใหญ่ของการเมืองแบบรัฐสภาของไทยแต่อดีตคือการต้องมีผู้จัดการรัฐบาลที่มือถึง ต่อรองกับหลายฝ่ายได้
ในวันนี้คงยังไม่มีใครโค่นมือหนึ่งอย่างคุณสุเทพลงไปได้อย่างแน่นอน ยิ่งสายสัมพันธ์ที่คุณสุเทพมีกับพรรคใหม่นี้ ซึ่งมาจากเครือข่ายเสื้อเหลืองและ กปปส.อยู่ไม่ใช่น้อย ดังนั้นตอนนี้ก็คงต้องวัดกันว่าแต่ละพรรคใครมีเครือข่ายมากกว่ากัน และแน่นกว่ากัน

Advertisement

อย่าลืมว่าเมื่อเข้าใจเรื่องการเมืองเครือข่าย (network politics) ความสำคัญของการเมืองเครือข่ายไม่ใช่เรื่องจำนวน แต่หมายถึงคุณภาพในการสร้างความหมายให้กับเครือข่ายตน ให้ความคิดความเชื่อของเครือข่ายตนนั้นทรงพลังกว่าเครือข่ายอื่น

และนั่นคือเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองในความหมายใหม่ ที่จะพูดถึงในส่วนต่อไปของสิ่งที่ผมจะนำเสนอในวันนี้

สอง อาจจะเป็นไปได้ว่า ภารกิจที่สำคัญของพรรคใหม่ของคุณสุเทพนี้ เป็นภารกิจเฉพาะหน้าในการแย่งชิงประเด็นทางการเมืองตามหน้าสื่อ ไม่ให้พรรคอย่างพรรคอนาคตใหม่เอาไปกินอยู่พรรคเดียว ด้วยเงื่อนไขของกฎหมายที่พรรคใหญ่และพรรคเดิมนั้นยังไม่สามารถมีกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้
สาม หลายคนอาจจะมองว่าพรรคของคุณสุเทพเชื่อมโยงอย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนหนึ่งก็คงตอบกันว่าความสัมพันธ์คงจะตัดไม่ขาด ไม่นับว่าคนใกล้ชิดจำนวนมากของคุณสุเทพที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมาเมื่อครั้ง กปปส.จะกลับไปอยู่ในพรรคประชาธิปปัตย์ ดังนั้นคุณสุเทพคงจะมีอิทธิพลทางจิตใจในการร่วมงานกันในอนาคตของพรรคทั้งสองได้ไม่ยาก

แต่สิ่งที่จะต้องตั้งข้อสังเกตก็คือ ไม่ว่าความเชื่อมโยงของพรรคใหม่นี้กับ ปชป.จะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับคนที่เชื่อมั่นศรัทธากับ ปชป.จะต้องยอมรับความจริงก็คือ ในรอบนี้นั้นนอกจากน้องไอติมที่เปิดตัวแล้วถูกส่งเข้าค่ายทหารไปแล้วนั้น ยังไม่เห็นใครที่พร้อมจะเปิดตัวเข้า ปชป.อย่างจริงจัง

ส่วนหนึ่งอาจจะสะท้อนว่าโครงสร้างการบริหารพรรคแบบ ปชป.นั้นอาจจะต้องถูกตั้งคำถามเหมือนกันว่านอกจากภาพลักษณ์ที่พยายามปรับเปลี่ยนว่าเป็นพรรคที่เปิดกว้างสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่เอาเข้าจริง ลำดับอาวุโสในพรรคนั้ันอาจจะทำให้ความเป็นจริงในการทำงานและเติบโตในพรรคในวันนี้เป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละพื้นที่ก็มีคนเดิมๆ อยู่ตลอด ดังนั้น ปชป.ก็คงจะต้องมานั่งคิดถึงการปรับปรุงโครงสร้างของพรรคขนานใหญ่ ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงระหว่างการเปิดรับสิ่งใหม่ และจุดขายในเรื่องความเป็นสถาบันของพรรค

ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เพราะตอนนี้พรรคนี้ยังอยู่ในสภาวะจำศีลระยะยาวอยู่ เรียกว่าอาจเป็นไปได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเน้นแนวทางการเปิดตัวหลังสุดแทนที่จะออกมาร่วมมหกรรมการเมืองครั้งนี้แต่หัววันในตอนนี้

เมื่อมองความเป็นไปของพรรคใหม่ของคุณสุเทพนี้ (พูดแบบนี้ก็คงหมายถึงว่า เป็นพรรคใหม่ของอีกหลายคนด้วย แต่คงเป็นพรรคใหม่ของอีกหลายคนที่ศรัทธาในคุณสุเทพด้วยนั่นแหละครับ) บางทีอาจจะต้องพยายามมองในแง่บวกด้วย เพราะอย่างน้อย (ว่าที่) พรรคที่เคยเชื่อมโยงกับขบวนการทางการเมืองที่โค่นล้มระบบประชาธิปไตยเลือกตั้งนั้น ก็ตัดสินใจเลือกแนวทางที่จะเข้าสู่เกมที่ใช้กฎกติกาประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

แต่ในแง่ดีก็คือ มันจะเป็นสัญญานให้เห็นว่าการเมืองแบบประชาธิปไตยเลือกตั้งจะต้องกลับมา และการยื้ออำนาจต่อไปของ คสช.จะเป็นไปไม่ได้ในแบบเดิมๆ เว้นแต่บ้านเมืองเราจะเจ็บไข้ได้ป่วยขนาดที่ว่าพรรคการเมืองหลายพรรคที่ประกาศเจตนาพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งจะตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าพร้อมจะให้ระบอบรัฐประหารอยู่ต่อไปเรื่อยๆ (หรือว่าผมจะโลกสวยไปนิดในข้อนี้ เพราะพรรคการเมืองหลายพรรคในบ้านเราที่ผ่านมาก็ไม่เคยกดดันรัฐบาลนอกวิถีการเลือกตั้งให้คืนอำนาจให้ประชาชนเป็นเรื่องเป็นราว)

อีกประการคือ พรรคใหม่ของคุณสุเทพนี้ดูจะให้ความสำคัญกับอาจารย์ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งแม้หลายคนอาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบทบาทในฐานะผู้นำทางการเมืองมากนัก

แต่ในด้านของการเป็นผู้นำทางด้านความคิด และบทบาทในการเผยแพร่ทางความคิดของอาจารย์เอนกนั้น อาจจะต้องพูดว่าเป็นที่ยอมรับอยู่ไม่ใช่น้อยในวงการวิชาการ และวงการทางการเมือง ไม่ว่าจะเรื่องของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย (คนชนบทตั้งรัฐบาล คนในเมืองล้มรัฐบาล) หรือแนวคิดเรื่องการปรองดอง และแนวคิดเรื่องบูรพาภิวัตน์

ในแง่นี้หากอาจารย์เอนกมีส่วนในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของพรรคนั้น กระแสการพยายามปฏิรูปการเมืองของพรรคนี้ที่สืบทอดมาจาก กปปส.ก็คงจะไม่ได้มีท่าทีที่ก้าวร้าวและโค่นล้มระบบเหมือนที่เคยเป็นมา
อีกอย่างหนึ่งหลายประเด็นในการเสนอเรื่องปฏิรูปของ กปปส.ก็ไม่ได้เป็นข้อถกเถียงในเนื้อหา เช่น การกระจายอำนาจ และการปฏิรูปตำรวจ แต่เถียงกันว่าจะปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ซึ่งสุดท้าย กปปส.ส่วนที่เข้าพรรคนี้ก็ยอมรับกลายๆ แล้วว่าการปฏิรููปต้องทำหลังการเลือกตั้งที่ตนจะเข้าไปเป็นตัวแทนนั่นแหละครับ เว้นแต่จะมาแนวว่าเป็นพรรคการเมืองที่ยืนยันให้ คสช.ปฏิรูปให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเลือกตั้งก็ยังได้ ซึ่งออกจะแหวกธรรมเนียมของพรรคการเมืองอยู่สักหน่อย

ข้อเสนอของอาจารย์เอนกจำนวนมากเน้นการประนีประนอมทางการเมือง การแสวงหาสถาบันทางการเมืองที่จะสร้างสมดุลทางการเมืองมากกว่าเรื่องการโค่นล้มและสถาปนาอำนาจฝ่ายเดียว ดังนั้น เราก็คงจะต้องพิสูจน์กันอีกหลายยกว่าอาจารย์เอนกจะทำหน้าที่ในการทำให้ขบวนการทางสังคมและเครือข่ายอำนาจนั้นเล่นในกติกาประชาธิปไตยในฐานะที่ประชาธิปไตยจะเป็นกฎกติกาเดียวของสังคมได้ไหม หรือได้แค่ไหนเพียงใด
เพราะอย่าลืมว่าอาจารย์เอนกก็เคยออกจาก ปชป.มารอบแล้ว และความพยายามในการนำเอาพรรคมหาชนเข้าสู่ฝั่งฝันก็ไม่สำเร็จในรอบที่แล้ว

เอาล่ะครับ ส่วนสุดท้ายที่อยากจะพูดในสัปดาห์นี้ก็คือเรื่องของทิศทางของการเมืองในรอบนี้ ที่เมื่อเห็นคู่ฟัดคู่ใหม่อย่างอนาคตใหม่ กับพรรคใหม่ของคุณสุเทพ ที่พื้นที่การเมืองแบบไซเบอร์ (คือในหน้าสื่อออนไลน์และโลกออนไลน์) และ หน้าสื่ออื่นๆ ดูแล้วจะขยับการเมืองเลือกตั้งไทยจากช่วงที่ผ่านมาที่เรื่องของการเมืองแบบนโยบายกลับมาสู่เรื่องของการเมืองเชิงอุดมการณ์อย่างชัดแจ้ง

อย่างน้อยในที่ประชุมของพรรคคุณสุเทพมีการใช้คำว่าอุดมการณ์อยู่บ่อยครั้งอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนอนาคตใหม่ก็พูดอะไรที่เกี่ยวกับความเชื่อและจุดยืนทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

คำถามที่สำคัญก็คือ ในวันนี้อุดมการณ์ทางการเมืองกำลังจะกลับมาเป็นจุดใหญ่ใจความของการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งจริงหรือไม่?

ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมเรียนรัฐศาสตร์ในเมืองไทยเมื่อสักเกือบจะสามสิบปีที่แล้วนั้น ในชั้นปีแรก เราเรียนเรื่องสำคัญๆ อยู่สองเรื่องก็คือ เรื่องว่าการเมืองมันทำงานอย่างเป็นระบบอย่างไร (ผ่านการศึกษาทฤษฎีระบบการเมืองที่เรียนอย่างเอาจริงเอาจัง กับ อาจารย์พฤทธิสาณ ชุมพล) และอีกเรื่องหนึ่งคือ หลักรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจารย์จรูญ สุภาพ สอนโดยเน้นย้ำไปที่การทำความเข้าใจว่าในโลกนี้มีระบอบการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองอยู่กี่แบบ (อิทธิพลของตำราหลักรัฐศาสตร์ของอาจารย์จรูญ ส่วนหนึ่งน่าจะลงไปถึงตำราสังคมศึกษาในระดับมัธยม และส่งผลไปถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคสมัยนั้น)

เรามักจะมีความเชื่อว่า คนเรานั้นมีพฤติกรรมทางการเมืองผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองชุดหนึ่ง เช่น เป็นสังคมนิยม เป็นเสรีนิยม เป็นอนุรักษนิยม เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองในความหมายพื้นฐานคือวิธีในการมองโลกของแต่ละคน ซึ่งแบ่งประเภทได้ มีระดับความเข้มข้น อ่อนแก่ แตกต่างกันไป และเมื่อการเลือกตั้งเป็นพฤติกรรมทางการเมืองหลักที่วัดได้ เราก็จะเชื่อว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกผ่านอุดมการณ์ทางการเมือง โดยมีพรรคการเมืองเป็นสื่อกลางในการรวบรวมเอาคนที่มีอุดมการณ์คล้ายกันมาอยู่ด้วยกัน หรือพรรคการเมืองอาจจะประกาศอุดมการณ์ที่คนที่คิดคล้ายกันมาอยู่ด้วยกัน มองโลกและมีการกระทำทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน

 

ดังนั้นการเมืองที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มของพรรคการเมืองในกรณีเป็นรัฐบาลผสมนั้นเข้าไปมีอำนาจ ก็จะทำให้ระบอบการเมืองของประเทศนั้นเปลี่ยนไปด้วย

เมื่อเข้าปีที่สอง อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช สอนพวกเราว่า ความแตกต่างทางการเมืองที่เรียกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง และอุดมการณ์อื่นๆ ทางเศรษฐกิจมันสิ้นสุดลงแล้ว ตามที่ ฟรานซิส ฟูกูยาม่า บอกเอาไว้ เพราะบริบทในการเรียนรัฐศาสตร์ของคนรุ่นผมก็คือการสิ้นสุดของสงครามเย็นที่อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นใหญ่ และแบ่งแยกผู้คนในโลกนี้ออกจากกัน รวมทั้งนำเอาสงครามเข้ามาในทุกหย่อมหญ้า

มาจนถึงวันนี้ เมื่อทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจากการวิจารณ์ในเรื่องคุณภาพของประชาธิปไตยในอเมริกาจะเกิดขึ้น เรายังพบเรื่องของการถกเถียงในเรื่องของการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนทางอารมณ์และการอ้างอิงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ อีกครั้งหนึ่งอย่างเข้มข้น

ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่น้อยกว่าสองทศวรรษ การเมืองทั้งในอเมริกาและอังกฤษรวมทั้งยุโรปจะถูกมองว่าเป็นเรื่องของการถกเถียงเชิงนโยบายมากกว่าเรื่องอุดมการณ์ในระดับรากฐาน การศึกษาการเมืองให้ความสำคัญกับเรื่องของเสียงที่อยู่กลางๆ ของภูมิทัศน์การเมืองที่อาจจะเปลี่ยนฝ่ายได้ตามนโยบาย และการประนีประนอมทางการเมือง หรือพรรคที่มีอุดมการณ์สุดโต่งแม้ว่าจะมีพื้นที่ทางการเมือง แต่มักเป็นเสียงส่วนน้อย รัฐบาลมักจัดตั้งจากพรรคที่อิงกับคนที่อยู่ตรงกลางๆ เช่น จะขวาก็ต้องกลางขวา จะซ้ายก็ต้องแนวเสรีนิยมก้าวหน้ามากกว่าสังคมนิยมจ๋า

การศึกษาอุดมการณ์พรรคการเมืองไม่ค่อยสำคัญเท่ายุทธศาสตร์การลงคะแนนเสียง ยุทธศาสตร์การหาเสียง และการศึกษา การระบุตัวตนเข้ากับพรรค (party identification) ที่เข้าใจกระบวนการว่าทำไมคนแต่ละคนจึงเลือกพรรคไหน และจะเปลี่ยนพรรคอย่างไร โดยไม่ได้เน้นศึกษาชุดทางอุดมการณ์ของพรรคในฐานะตัวแบบบริสุทธิ์ เพราะผู้นำพรรคแต่ละคนมักจะปฏิรูปพรรคในระดับการรื้อปรับแนวทางและอุดมการณ์พรรคของตนให้เข้ากับยุคสมัยและเพื่อก้าวข้ามจากกลุ่มสนับสนุนเดิมไปสู่กลุ่มสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่ง

ในบ้านเรา การกลับสู่การเลือกตั้งและการหันไปหาพรรคการเมืองย่อมเป็นเรื่องดี แต่การกลับเข้าสู่โหมดการแข่งขันด้วยอุดมการณ์พรรคแบบดั้งเดิม คือเน้นปะทะกันแบบอยู่ร่วมกันไม่ได้ (อย่างน้อยทางความคิด) ย่อมเป็นเรื่องที่น่าหวั่นเกรง เพราะการเมืองแบบพรรคการเมืองอาจจะหมายถึงการประนีประนอมและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับพรรคอื่นๆ ที่พอจะมีจุดร่วมบางอย่างร่วมกันได้

ที่สำคัญ ความก้าวหน้าทางการเมืองของประเทศที่ไม่ได้แตกหักทางอุดมการณ์จนอยู่กันไม่ได้ จำเป็นจะต้องสร้างฐานฉันทามติร่วมกันบางอย่างได้ด้วย ไม่เช่นนั้นกฎกติกาและประชาธิปไตยจะไม่มั่นคงครับ