หน้าแรก คอลัมนิสต์ จากกฎหมายบ้าน...

จากกฎหมายบ้านเมือง ถึงกฎของโรงเรียน : โดย กล้า สมุทวณิช

6.06.18 | 13:09 น.

การลงโทษนักเรียนด้วยวิธีแผลกแผลงพิสดารปูดโผล่ออกมาเป็นข่าวให้สังคมรับรู้บ่อยครั้ง น่าจะเป็นรองเพียงข่าวอุบัติเหตุสยองขวัญบนท้องถนน

ล่าสุดคือข่าวที่ครูลงโทษนักเรียนหญิงวัยแรกสาว ด้วยการยึดเสื้อชั้นในและบังคับให้ใช้ชีวิตทั้งวันในโรงเรียนโดยมีเพียงเสื้อนักเรียนแนบกายเนื้อโดยไม่เหลืออะไรปิดกั้น ลงโทษที่นักเรียนสาวไม่ได้สวมเสื้อซับในตามระเบียบ ที่เจตนารมณ์ของมันคือเพื่อไม่ให้เกิดภาพอัน “ไม่งาม” ที่ร่องรอยของเสื้อยกทรงตัวน้อยใต้เสื้อนักเรียนบางขาวจะทำให้ใครที่แลเห็นคิดไปไกล เลยให้ป้องกันด้วยการให้ใส่เสื้อชั้นในเต็มตัวทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง

จึงเหมือนเป็นตลกร้าย ที่การลงโทษฐานฝ่าฝืนระเบียบที่มีไว้เพื่อป้องกันมิให้นักเรียนหญิงรุ่นสาวถูกมองไปในทางอนาจารนั้น คือการทำให้พวกเธอต้องอับอายขายหน้าอนาจารกันไปจริงๆ

ข้อแก้ตัวของคุณครูผู้ลงโทษก็เป็นไปอย่างที่คาดเดาได้ คือ ครูหวังดีและหวังให้นักเรียน “อยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียน” เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดีมีวินัยอยู่ใต้กฎหมายบ้านเมืองต่อไปในอนาคต ..ฯลฯ..

ข้อแก้ตัวเช่นเดียวกับข่าวครูที่ลงโทษนักเรียนด้วยวิธีที่เพี้ยนพิลึกทั้งหลายแหล่ ให้เอาหัวโขกพื้นเพราะท่องสูตรคูณไม่ได้ ปิดตามัดมือเด็กอนุบาลเพราะฉีกกระดาษเล่น เอารองเท้าวางไว้บนหัวเด็กที่เก็บรองเท้าไม่เรียบร้อย ฯลฯ (ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนสืบหาใน Google ด้วยคำค้นง่ายๆ ว่า “ครู ลงโทษพิสดาร” ใครไปลองค้นดูได้ มีอีกหลายวิธีที่คุณอาจจะคิดไม่ถึง)

Advertisement

อะไรทำให้คุณครูทั้งหลายเห็นว่าการลงโทษเช่นนี้เป็นเรื่องที่ชอบที่ควรแล้ว ในทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์อาจจะมีเหตุผลมาอธิบายได้แต่ละแง่มุม แต่ในมุมมองทางกฎหมายแล้วก็พอจะมีคำอธิบายที่พอจะลากดึงเข้ามาได้เหมือนกัน

เพราะไม่มีใครยอมรับหรอกว่าการลงโทษที่ไม่เคารพความเป็นมนุษย์เช่นนั้นกระทำไปโดยลุแก่อำนาจ สิ่งที่ทำให้คุณครูผู้ลงโทษเห็นว่าตนเองมีสิทธิกระทำแล้วโดยชอบ นั่นเพราะตนเองกำลัง “บังคับตามกฎ” เพื่อรักษา “ระเบียบเรียบร้อย” ของนักเรียน อันที่จริงวิธีคิดแบบนี้สามารถใช้อธิบายได้ แม้แต่กับพฤติกรรมของจอมเผด็จการสมัยใหม่ ที่อ้างว่าตนเองกระทำทุกอย่างไปตาม “กฎหมาย” มิใช่อำนาจลุ่นๆ

เป็นความคิดแบบภาพเล็กสะท้อนภาพใหญ่ ของ “กฎหมายบ้านเมือง” ที่ครอบงำลงมาจนถึง “กฎโรงเรียน”

ความคิดแบบสำนัก “กฎหมายบ้านเมือง” เป็นแนวคิดทางนิติปรัชญาที่พยายามหาคำตอบว่ากฎหมายคืออะไร อธิบายได้ด้วยประโยคที่คุ้นหูคุ้นตาว่า “กฎหมายคือคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์”

ความคิดว่าเมื่อผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดผู้มีอำนาจปกครองรัฐประเทศประกาศกฎเกณฑ์ใดที่จะให้มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปแล้ว กฎเกณฑ์นั้นย่อมเป็น “กฎหมาย” ที่ทุกคนซึ่งอยู่ใต้การปกครองนั้นจะต้องปฏิบัติตาม ผู้ใดฝ่าฝืนจักได้รับโทษ ผลร้าย หรือไม่ได้รับการคุ้มครองประโยชน์ให้

ข้ออันตรายของแนวคิดแบบกฎหมายบ้านเมืองจะเกิดขึ้นหากเดินตามมันไปจนสุด โดยไม่หยุดพิจารณาว่า “ใคร” คือรัฏฐาธิปัตย์ และมีความชอบธรรมหรือไม่ ได้อำนาจนั้นมาอย่างไร ขอเพียงแค่ผู้นั้นสามารถยึดครองอำนาจและปกครองประเทศได้ราบคาบปราศจากการต่อต้าน ก็เป็น “รัฏฐาธิปัตย์” แล้ว ร่องรอยของการไปให้สุดนี้ ปรากฏในคำพิพากษาของศาลของไทยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2496 ถึง 2561 และคงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกยาวนาน

ประเทศไทยเราอยู่ใต้อิทธิพลของวาทกรรม “กฎหมายคือคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์” มาแต่ครั้งแรกตั้งโรงเรียนสอนกฎหมาย สืบเนื่องแพร่หลายลงมาอยู่ในหนังสือเรียนวิชากฎหมายทั่วไปตั้งแต่ในชั้นมัธยม และไม่ใช่เพียงกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น แต่กฎอะไรก็ไม่รู้ที่ผู้มีอำนาจในการปกครองพื้นที่หรืออาณาบริเวณนั้นกำหนดออกมา ย่อมถือเป็นกฎหรือระเบียบที่ใช้บังคับได้เสมอ โดยไม่ต้องพิจารณาเรื่องความสมเหตุสมผลหรือโต้แย้ง

รวมทั้งความเชื่อในกฎหมายบ้านเมืองนี้ก็เกินเลยไปถึงขนาดที่ว่า ยึดถือว่ากฎหมาย กฎ ระเบียบ ของรัฏฐาธิปัตย์นั้นคือความถูกต้องชอบธรรม หรือแม้แต่ต่อให้ยอมรับว่าไม่ถูกต้องแต่ก็ต้องปฏิบัติตามแบบไม่ควรหืออือเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม (อันที่จริงความคิดแบบนี้ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่มันก็ต้องมีข้อพิจารณามากกว่านั้น)

และเมื่อมองว่าการละเมิดกฎหรือกฎหมายเป็นเรื่อง “ผิด” แล้วก็เผลอไผลไถลตรรกะไปจนถึงว่า คนที่ทำผิดกฎหมายหรือกฎในทุกกรณี เป็นคนเลว เด็กดื้อ ที่จะ “จัดการ” เสียอย่างไรก็ได้ เพื่อให้พวกเขายอมสยบต่อกฎนั้น รักษาระเบียบเพื่อรักษาระเบียบ ไม่มีเหตุผลไหนใดอื่น

ทำให้คุณครูสามารถบังคับให้นักเรียนถอดยกทรงได้เพื่อบังคับตาม “กฎ” เรื่องการแต่งกาย โดยไม่สนใจว่าการบังคับตามกฎนั้นไปทำลายสาระสำคัญของสิ่งที่กฎนั้นมุ่งหวังจะปกป้องเสียเอง

ได้เห็นคุณครูที่จับนักเรียนมาไถกล้อนตัดผมให้อัปลักษณ์เสียรูป ตัดทำลายเสื้อกางเกงกระโปรง ทำให้เด็กนักเรียนได้อาย เพราะรักษากฎระเบียบเรื่องทรงผมและการแต่งตัว โดยไม่สงสัยว่าสาระสำคัญของระเบียบที่ว่านั้นสอดคล้องกับภารกิจของการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือไม่ เพียงเพราะ “กฎ” มันกำหนดเช่นนั้น หากไม่อยากทำตามกฎก็ไม่ควรอยู่ใน “เขตปกครอง” ของโรงเรียน คือออกจากโรงเรียนหรือระบบการศึกษานั้นไป

ทำให้ “ผู้รู้กฎหมายหลายคน” ยักไหล่ใส่ “ดราม่า” ที่ผู้คนต้องถูกลงโทษโดยไม่ได้กระทำความผิด หรือต้องรับโทษในสัดส่วนที่ไม่สมควรแก่เหตุ หรือต้องเสียสิทธิหรือทรัพย์สินไป เพราะความผิดพลาดในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล หรือเผลอละเมิดกฎหมายหรือทำผิดแบบพิธีหยิมย่อยที่เอาเข้าจริงก็แทบไม่มีใครรู้ว่ามันมีกฎหมายเช่นนั้นอยู่

รวมถึงไม่เคยสงสัยว่า ทำไมการล้อเลียนผู้นำประเทศต้องถูกดำเนินคดีและลงโทษเยี่ยงเดียวกับความพยายามล้มล้างการปกครองประเทศ (และเรายังไม่พูดว่าคนที่ทำเช่นนั้นจริงๆ หรือร่วมกระทำการเช่นนั้นก็ไม่ถูกเอาผิดลงโทษแต่อย่างใด)

ในอีกทางหนึ่ง การยึดถือกฎหมายหรือกฎระเบียบของผู้มีอำนาจปกครองว่าเป็นความถูกต้อง ก็ส่งผลอีกหน้าให้การปฏิบัติตามกฎหมายหลายเรื่องนั้น เป็นแต่เพียงเล่นกลไปตามแบบพิธี โดยไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ที่กฎหมายนั้นมุ่งหมาย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปกป้องสิทธิหรือความสงบเรียบร้อยแก่ส่วนรวม

การ “ขอใบรับรองแพทย์” เพื่อไปสอบใบขับขี่เป็นตัวอย่างที่ดี ยอมรับเถิดว่าในทางความเป็นจริงแล้ว ใบรับรองแพทย์นั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตรวจร่างกายอย่างจริงจังอะไรเลย เป็นการเอาหูฟังแปะหน้าอกและวัดความดันให้ ก่อนจะออกลายเซ็นเพื่อให้ได้เป็นเอกสารแนบฉบับหนึ่งที่กำหนดไว้ตาม “กฎหมาย” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองให้คนที่มีสุขภาพแข็งแรงระดับที่กฎหมายยอมรับได้เท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์ เพื่อความปลอดภัยโดยส่วนรวม

เช่นเดียวกับการตรวจสภาพรถยนต์ก่อนเสียภาษีประจำปีที่เราเรียกกันติดปากว่า “ตรวจ ตรอ.” เพื่อการคัดกรองรถยนต์เก่าที่จะได้รับอนุญาตให้วิ่งได้บนท้องถนนนั้นต้องอยู่ในสภาพดีพอที่จะไม่เกิดอุบัติเหตุหรือกีดขวางการจราจร

ในที่สุดการตรวจ ตรอ. นี้ก็กลายเป็นแบบพิธีอีกอย่างที่ “ตรวจเพื่อตรวจ” หรืออาจจะไม่ได้ตรวจอะไรเลยด้วยซ้ำ (หากรู้ช่องทาง เราสามารถได้หลักฐานว่าผ่านการตรวจนี้ได้โดยไม่ต้องขับรถไปในสำนักงานนายหน้าที่รับต่อภาษีให้ด้วยซ้ำ บอกแค่เลขเครื่องยนต์ไปเขาก็หามาให้ได้)

การ “ประกาศ” ต่างๆ ลงหนังสือพิมพ์ในเรื่องที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อการกระจายข้อมูลทางคดีความให้แพร่หลายที่สุดให้ผู้ที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบ หากจะได้ตัดสินใจคัดค้านหรือมาร่วมขอใช้สิทธิ ก็กลายเป็น “แบบพิธี” ในหนังสือพิมพ์ที่มีไว้ “ประกาศเพื่อประกาศ” โดยไม่ได้วางแผงแพร่หลายให้ใครได้อ่าน เว้นแต่ในห้องสมุดของศาลหรือสำนักอบรมศึกษากฎหมายก็ได้ (ล่าสุดในศาลยุติธรรมก็เริ่มนำร่องให้การประกาศในบางคดีกระทำผ่านทางเว็บไซต์ได้แล้ว ซึ่งก็สมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย)

ความรู้สึกกับความคิดแบบกฎหมายบ้านเมืองอย่างสุดโต่งแต่ไม่ตรงไปตรงมา ทำให้เรา “ทำตามกฎหมายเพียงเพื่อทำตามกฎหมาย” ปลอบให้เราวางใจสบายไปกับความไม่เป็นธรรม ความไม่สมเหตุสมผล การละเมิดสิทธิรอนเสรีภาพของผู้คนโดยเราไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวเดือดร้อน (หรือไม่ก็ยุซ้ำให้ลงโทษหนักๆ แรง) เพียงเพราะว่ามันเป็นไปตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบนั้นแล้ว

เราจึงอยู่กับกฎหมาย กฎ และระเบียบต่างๆ โดยไม่หือไม่อือสงสัย แบบหน้าไหว้หลังหลอกหรือใช้มันอย่างเต็มข้อ ในเรื่องที่ตัวเองได้รับเจียดบางส่วนของอำนาจมา เช่นนี้เอง