คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นำเสนอร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
สารสำคัญวางยุทธศาสตร์ชาติไว้ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ประเด็นแรกกล่าวถึง การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ ข้อ 1.2 ปฏิรูประบบภาษีและการคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดมาตรการเพื่อสร้างความเสมอภาคที่สำคัญ ได้แก่ การจัดเก็บภาษีการถือครองทรัพย์สินในลักษณะภาษีความมั่นคง โดยเฉพาะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้าตามมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเน้นการเก็บจากผู้ที่ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากและมีมูลค่าสูง
ครับ ที่ผมยกรายละเอียดในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมาฉายเป็นหนังตัวอย่าง เพราะสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2557 ข้อ 6.10 ขยายฐานการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ ซึ่งจะเก็บจากทรัพย์สิน เช่น ภาษีมรดก ภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยให้มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยให้น้อยที่สุด
เวลาผ่านไปจวนจะครบ 4 ปีเต็มในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 12 กันยายน 2561 ทุกอย่างยังเป็นแค่ตัวหนังสือในกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ฉบับ พ.ศ. … ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ถึงวันนี้ยังถกเถียงกันไม่จบ หาข้อยุติไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่คุยนักคุยหนาว่าผ่านกฎหมายออกมาใช้บังคับนับหลายร้อยฉบับ มากเป็นประวัติการณ์ ไม่เคยมีสภาชุดไหนทำปริมาณได้มากขนาดนี้
แต่กับร่างกฎหมายฉบับเดียวคือ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ใช้เวลายาวนาน จนเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของกระบวนการบัญญัติกฎหมายไทย กฎหมายอาถรรพ์ใช้เวลาทำคลอดยาวนาน หลายรัฐบาลตั้งแต่ชวน 1 จนมาถึงยุค คสช.
ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีคลังคนแล้วคนเล่าล้วนให้ความเห็นชอบ ให้การรับรอง ประกาศเป็นแนวทางนโยบายชัดเจน ตั้งแต่นายกรณ์ จาติกวณิช นายสมหมาย ภาษี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ คนล่าสุด
เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้เกิดความล่าช้า ในนามของความรอบคอบ ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน ผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มสำคัญที่มีเสียงดังในสังคม เสียผลประโยชน์ คัดค้าน ไม่เห็นด้วยก็เท่านั้น
ครั้งแรกยกคณะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บ้านเกษโกมล เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2558 หลังรัฐบาลเพิ่งแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติฯได้ไม่นาน นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ทบทวน แต่กระทรวงการคลังก็เดินหน้านำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีจนผ่านความเห็นชอบนำเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ต่อมาในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยื่นหนังสือต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอให้ทบทวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ จนต้องมีการขอขยายเวลาไปถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 ย่างเข้าปีใหม่ 2561 ก็ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 สองสัปดาห์ที่แล้ว ผู้แทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย นำโดยสมาชิก สนช.ยื่นหนังสือต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระบุว่าร่างกฎหมายยังขาดความชัดเจน มีปัญหาในการตีความ ประธานสภารับข้อเสนอส่งให้กรรมาธิการเพื่อพิจารณาต่อไป
การประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจะมีผลต่อการพิจารณาบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้ก่อนการเลือกตั้ง หรือหมดวาระสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปเสียก่อนหรือไม่ จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าติดตาม
อย่างน้อยที่สุด กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นตัวชี้วัดข้อหนึ่งว่า 4 ปีที่ผ่านมาของการบริหารงานภายใต้โมเดลแม่น้ำห้าสาย เสียของหรือไม่
เพราะถูกย้ำมาตลอดว่า การผลักดันกฎหมายนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการหารายได้เข้ารัฐทั้งหมด แต่ทำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมที่มาจากทรัพย์สินที่คนกลุ่มน้อยมีอยู่มากเกินไป
ถ้าไม่สามารถให้หลักประกันได้ว่ากฎหมายจะออกมาได้เมื่อไหร่ หรือเกิดเปลี่ยนความคิดใหม่ขึ้นมา กลัวว่าจะกระทบความมั่นคง กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมก็ขอถอนออกจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติฯและลบคำแถลงที่เขียนไว้ในนโยบายออกเสีย ก็สิ้นเรื่องสิ้นราว ผู้คนจะได้หยุดนินทาว่า ดีแต่พูด ดีแต่แผน ไม่จบไม่สิ้น

