หน้าแรก คอลัมนิสต์ ฤๅสงกรานต์เชี...

ฤๅสงกรานต์เชียงใหม่ จะไร้มนต์ขลังเสียตั้งแต่ปีนี้ โดย สุพจน์ เอี้ยงกุญชร

8.04.16 | 13:00 น.

เมื่อย่างเข้าสู่เดือนเมษายน หลายคนต้องนึกถึงวันหยุดยาวและเทศกาลแห่งความสุขประจำปี นั่นคือ เทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย เพราะทั่วทุกภาคส่วนของประเทศไทยต่างแข่งขันกันจัดงานสนุกสนานรื่นเริงเกือบตลอดทั้งเดือน สงกรานต์นอกจากจะเป็นวันพระใหญ่และวันปีใหม่ของไทยแล้ว ยังมีการกำหนดให้ช่วงวันหยุดยาวนี้เป็นวันสำคัญๆ ขึ้นมาอีกด้วย (ทั้งวันผู้สูงอายุและวันครอบครัว) เทศกาลสงกรานต์จึงเป็นเทศกาลแห่งความสุขของคนไทยอย่างแท้จริง และถ้าถามคนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศว่า ท่านนึกถึงเทศกาลสงกรานต์ที่ไหนบ้าง เชื่อว่าสงกรานต์เชียงใหม่จะต้องเป็นคำตอบในอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

เชียงใหม่นั้นมีมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายๆ คนต้องถวิลหา คนไม่เคยไปก็อยากไป คนที่เคยไปแล้วก็อยากไปอีก ไม่ว่าเชียงใหม่จะจัดเทศกาลอะไร ล้วนมีเสน่ห์ดึงดูดใจให้คนอยากไปเที่ยวไปชมทั้งนั้น ทั้งเทศกาลยี่เป็ง (ลอยกระทง) เทศกาลตักบาตรขันดอก (ตักบาตรดอกไม้) เทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ และเทศกาลอาหารเมือง เป็นต้น แต่เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ เพราะความมีชื่อเสียงแต่เก่าก่อนจากปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่างหลายประการ เทศกาลสงกรานต์เชียงใหม่จึงครองใจผู้คนได้ตลอดมาอย่างยาวนาน

ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่างหลายประการที่ช่วยให้ชื่อเสียงสงกรานต์เชียงใหม่ขจรขจายมาแต่ไหนแต่ไรกำลังถดถอยลงไป ซ้ำยังมีบางสิ่งบางอย่างแปลกปลอมเข้ามาบั่นทอนชื่อเสียงของสงกรานต์เชียงใหม่ให้เสื่อมคลายมนต์ขลังลงไปอีกด้วย ดังนั้น ถ้าหันมาทบทวนพิจารณาหาสาเหตุสำคัญ จะพบว่ามีเรื่องหลักๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญ ดังนี้

เรื่องแรก สภาพทางกายภาพของตัวเมืองเชียงใหม่เปลี่ยนไป บ้านเรือนแบบล้านนาหาดูได้ยากมากขึ้น สองข้างทางในตัวเมืองและรอบๆ ตัวเมืองมีแต่อาคารพาณิชย์อันทันสมัย ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ผุดขึ้นมามากมาย และมีสถานเริงรมย์อยู่แทบทุกซอกทุกซอย ถนนสายหลักเต็มไปด้วยยวดยานพาหนะทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ สภาพจราจรที่คับคั่งจนเป็นอัมพาตเกิดขึ้นเป็นประจำในชั่วโมงเร่งด่วนทั้งตอนเช้าและตอนเย็น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกให้เห็นว่า เชียงใหม่กำลังจะเปลี่ยนจากเมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนาไปสู่เมืองแห่งอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และบริการ เสน่ห์ของภูมิสถาปัตย์ล้านนากำลังเสื่อมคลายมนต์ขลังลง เพราะถูกคุกคามจากความเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาด้านวัตถุและนวัตกรรมที่หลั่งไหลเข้ามาจากภายนอกนั่นเอง

Advertisement

เรื่องที่สอง สภาพแวดล้อมที่เสื่อมถอยลงไป เชียงใหม่ได้ชื่อว่ามีอากาศดีมาแต่ไหนแต่ไร แต่มลภาวะทางอากาศในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนในช่วงหลายปีมานี้ไม่เป็นเช่นนั้น แม้ปีนี้ สภาพอากาศของเชียงใหม่จะไม่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตเท่าปีก่อนๆ เพราะช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมามีฝนตกลงมาช่วยชะลอการเผาป่าและตอซังไปได้ไม่น้อย แต่สภาพท้องฟ้าขมุกขมัวด้วยควันไฟและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10 มีค่าสูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย) ก็ยังปรากฏมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลายครั้งแล้วในปีนี้ที่ไม่อาจมองเห็นดอยสุเทพจากตัวเมืองเชียงใหม่ได้ ถ้าหากไม่มีฝนตกลงมาชะล้างมลภาวะเหล่านี้ก่อนถึงช่วงเทศกาลอีก อย่าว่าแต่จะออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เลย แค่ออกมาทำธุระนอกบ้านก็แทบไม่มีใครอยากจะออกมาแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงการขาดแคลนน้ำสะอาดในการเล่นสงกรานต์จากสถานการณ์วิกฤตภัยแล้งในปีนี้ เพราะลำพังน้ำในแม่ปิงนั้นแห้งขอดจนแทบจะไม่มีให้อุปโภคและบริโภคในช่วงฤดูแล้งเช่นนี้อยู่แล้ว อีกทั้งยังสกปรกจากการปนเปื้อนน้ำทิ้งน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากเขตตัวเมืองและย่านชุมชนรอบตัวเมืองด้วย

จากตัวเลขประมาณการปริมาณน้ำเก็บกัก (ก่อนสงกรานต์) ในเขื่อนหลักของเชียงใหม่ (เขื่อนแม่งัดและเขื่อนแม่กวง) จะมีน้ำเก็บกักเหลือต่ำสุดในรอบหลายสิบปี (ไม่ถึงร้อยละ 15 และ 10 ของความจุสูงสุดของเขื่อนดังกล่าว) ซึ่งคิดเป็นน้ำใช้การได้เฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 10 โดยเฉพาะเขื่อนแม่งัดที่เป็นแหล่งน้ำดิบหลักสำหรับผลิตน้ำประปาให้ชาวเชียงใหม่ใช้นั้น จะมีน้ำดิบให้ใช้ผลิตเป็นน้ำประปาได้ไม่เกินเดือนพฤษภาคมเท่านั้น นับว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่ชาวเชียงใหม่จะขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ถ้าชาวเชียงใหม่ไม่ช่วยกันประหยัดในการใช้น้ำเสียแต่บัดนี้ แต่อย่างไรก็ดี ทางสำนักงานชลประทานที่ 1 ก็คงต้องจำใจสั่งปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่งัดมาให้เล่นสงกรานต์เป็นการแก้ขัดเหมือนเช่นทุกปี เพราะถ้าไม่มีน้ำให้สาดเล่น เทศกาลสงกรานต์ก็คงสิ้นมนต์ขลังอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับปีนี้มีความเสี่ยงสูงยิ่งว่า ชาวเชียงใหม่จะขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ หากฝนมาล่าช้าเหมือนปีที่ผ่านมา

ดังนั้น หลังสงกรานต์ผ่านไปชาวเชียงใหม่คงต้องลุ้นกันว่าฝนจะมาเร็ว เพราะหลังสงกรานต์ปีนี้คงจะไม่เหลือน้ำสำรองมากมายเหมือนเช่นทุกปีอย่างแน่นอน

เรื่องที่สาม วัฒนธรรมล้านนาและความเอื้ออาทรที่กำลังขาดหายไป แม้ช่วงเทศกาลจะมีหลายฝ่ายออกมารณรงค์ให้สวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองและอู้คำเมือง (พูดภาษาล้านนา) ซึ่งก็ช่วยสร้างบรรยากาศแบบล้านนาได้เป็นอันมาก แต่การขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดง การจอดรถกีดขวางการจราจร การแย่งที่จอดรถหรือการเอาโต๊ะเก้าอี้มาตั้งกันท่าบนถนนหน้าบ้านหรือร้านค้า การใช้ฟุตปาธทางเท้าเป็นที่วางป้ายโฆษณาหรือขายสินค้า และการเอาเปรียบขูดรีด (ค่าโดยสาร ค่าอาหาร และค่าบริการต่างๆ) กับนักท่องเที่ยว รวมทั้งการฝ่าฝืนประเพณีและกฎหมายในอีกหลากหลายรูปแบบ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เสื่อมถอย อันมีผลทำให้เสน่ห์ของสังคมชาวล้านนาถดถอยลงไปเป็นอันมาก ทั้งนี้ ยังไม่รวมไปถึงปัญหานักท่องเที่ยวจากจีนและแก๊งวัยรุ่นกวนเมืองที่มักออกมาสร้างความอิดหนาระอาใจเป็นระยะๆ ให้แก่คนเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวผู้มาแสวงหาความสุขสำราญทั่วไปด้วย

ถึงตรงนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งสามเรื่องนั้นได้บั่นทอนมนต์ขลังของสงกรานต์เชียงใหม่ลงไปทีละเล็กทีละน้อยตลอดมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพ (วัตถุ) ของเมือง การเสื่อมถอยด้านคุณภาพของสิ่งแวดล้อม (ทั้งน้ำและอากาศ) และวัฒนธรรมล้านนาโดยเฉพาะเรื่องน้ำใจและความเอื้ออาทรที่กำลังขาดหายไป ทั้งนี้ เป็นผลพวงมาจากสภาพทางสังคมที่กำลังถูกครอบงำและถูกกลืนกินจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายนอกที่รุกเข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้สึกตัวและยากจะต้านทาน เพราะทั้งสามเรื่องนี้ล้วนมีความเกี่ยวพันกันอย่างสลับซับซ้อนและยังเป็นส่วนหนึ่งในพลวัตของโลกปัจจุบันด้วย

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาคงมีอยู่เพียงทางเดียวคือ การชะลอการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น โดยการรณรงค์ให้ทุกคนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์เชียงใหม่อย่างถูกต้องและจริงจัง เพื่อความยั่งยืนของเมืองเชียงใหม่ให้คงไว้ซึ่งสถานะของศูนย์กลางแห่งล้านนา และดำรงไว้ซึ่งมนต์ขลังของสงกรานต์เชียงใหม่

สําหรับเรื่องสุดท้าย แม้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่มันได้สร้างรอยด่างพร้อยให้กับภาพลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ได้ค่อนข้างรุนแรงและเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลเสียนั้นได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด หลายคนเสียความรู้สึกกับข้อความและภาพสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เคยปรากฏให้เห็นอยู่ดาษดื่น ต้องหงุดหงิดกับการแสดงออกทางการเมืองของคนบางคนบางกลุ่ม และยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมท่ามกลางคนจำนวนมากในช่วงเทศกาลต่างๆ โดยที่มาของปัญหาก็อาจมีต้นเหตุเกี่ยวพันกันมาจากเรื่องทั้งสามข้างต้นด้วย ซึ่งยากจะแก้ไขปัญหาให้ยุติลงได้โดยเร็ววัน แต่ถึงอย่างไร

แม้เรื่องการเมืองจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้าทุกฝ่ายรักเชียงใหม่จริงก็ไม่ควรออกมาสร้างกระแสใดๆ ในช่วงเทศกาลนี้ ควรเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่อย่างสงบๆ หากไม่เช่นนั้น สงกรานต์เชียงใหม่ก็อาจไร้มนต์ขลังลงเสียตั้งแต่ปีนี้