หน้าแรก คอลัมนิสต์ มีเกลันเจโล เ...

มีเกลันเจโล เมรีซี ดา การาวัจโจ : โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

13.06.18 | 13:19 น.
โมนาลิซา (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา)

ท่านที่เคารพท่านหนึ่งบ่นว่าผู้เขียนหมู่นี้เขียนแต่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศทำไมถึงไม่เขียนเรื่องสนุกๆ แบบหลากหลายหัวข้อ อาทิเรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ศิลป์ ปกิณกะ ฯลฯ มาให้อ่านกันบ้าง ซึ่งผู้เขียนก็ได้กราบเรียนไปว่าบรรยากาศสถานการณ์บ้านเมืองในระยะนี้มันหดหู่เหลือเกินจึงไม่มีกะจิตกะใจเขียนเรื่องสนุกๆ แต่ผู้เขียนจะพยายามกลับไปเขียนเรื่องสนุกๆ บ้างก็แล้วกัน

บังเอิญประจวบเหมาะกับที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทยร่วมกันจัดนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA จัดแสดงระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม-10 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นการรวบรวมภาพจำลองดิจิทัลของศิลปินอิตาเลียนชื่อดัง มีเกลันเจโล เมรีซี ดา การาวัจโจ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) เพื่อฉลองวาระครบรอบ 150 ปี การ
สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอิตาลีและประเทศไทย ทำให้ผู้เขียนตื่นเต้นอย่างสุดสุด ที่จะมีโอกาสได้เห็นผลงานของศิลปินชั้นยอดแห่งยุคบาโรกอย่างใกล้ชิดในรูปแบบภาพจำลองดิจิทัลที่มีการขยายรูปให้ใหญ่โตเหมือนรายละเอียดของภาพวาดดั้งเดิมโดยไม่ต้องเสียสตางค์มหาศาลบินไปดูที่อิตาลีซึ่งก็สะใจจริงๆ ครับ

ความจริงผู้เขียนนิยมภาพจำลองจากภาพจริงมากกว่าเพราะมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าศิลปะเป็นของที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะชื่นชมร่วมกันไม่ใช่เป็นสิ่งผูกขาดสำหรับคนรวยเท่านั้น

รสชาติของการชมภาพจิตรกรรมและการชมภาพจำลองจิตรกรรมก็เหมือนกับการอ่านหนังสือกับการดูภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือเล่มเดียวกันนั่นเอง สนุกคนละรสชาติ

ผู้เขียนเคยเรียนวิชา Art appreciation ที่ทางราชบัณฑิตยสภาแปลวิชา Art appreciationนี้ว่า “ศิลปะวิจักษ์” ซึ่งต้องแปลอีกทีหนึ่งว่า “เป็นวิชาที่สอนให้เกิดความเข้าใจและรู้สึกซาบซึ้งที่เกิดจากการสัมผัสงานเหล่านั้นด้วยอารมณ์ทางศิลปะมิใช่เกิดจากการใช้เหตุผล แต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ทฤษฎีและการฝึกฝนเช่นเดียวกับวิชาการอื่นๆ” ซึ่งเป็นวิชาบังคับในการเรียนปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาโดยทั่วไป

Advertisement

มีตอนหนึ่งที่อาจารย์ฝรั่งได้สอนถึงประวัติชีวิต และภูมิหลังประกอบการแสดงภาพจิตรกรรมผลงานของนายมีเกลันเจโล เมรีซี ดา การาวัจโจ ผู้เป็นจิตรกรสมัยบาโรกคนสำคัญชาวอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีความสำคัญในการเขียนภาพสีน้ำมันซึ่งสนุกเป็นบ้าเลยครับ ผู้เขียนยังประทับใจไม่รู้ลืมถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วแสนนานเนื่องจากการาวัจโจมีชีวิตที่ออกจะยุ่งเหยิงเพราะความมีชื่อเสียงว่าชอบทะเลาะเบาะแว้ง

การตัดหัวของนักบุญจอห์น แบ็พติสต์ (ยุคบาโรก)

หลักฐานจากช่วงนั้นกล่าวถึงบันทึกรายงานของตำรวจและการขึ้นศาลเป็นประจำของเขา และใน พ.ศ.2149 การาวัจโจได้ฆ่าคนตาย การาวัจโจจึงต้องหนีไปเมืองเนเปิลส์ซึ่งอยู่ทางใต้ของคาบสมุทรอิตาลีที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของกรุงโรม และไปอยู่ที่เกาะซิซิลีและเกาะมอลตาตามลำดับ การาวัจโจผู้เป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงที่สุดของโรมก็กลายเป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงที่สุดในทุกที่ที่เขาไปอาศัยอยู่ โดยการาวัจโจได้สร้างงานสำคัญๆ มากมายหลายชิ้นในช่วงที่อยู่ไม่เป็นที่ ในที่สุดเขาก็เสียชีวิตด้วยการถูกวางยาพิษเมื่ออายุได้เพียง 38 ปี ในระหว่างการเดินทางไปยังกรุงโรมหลังจากพระสันตะปาปาอภัยโทษให้เขา

เดิมทีศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเป็นศาสนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุโรปตะวันตก โดยมีพระสันตะปาปาที่กรุงโรมเป็นประมุขมีอำนาจมากทั้งทางอาณาจักรและศาสนจักร คือเป็นประมุขแบบกษัตริย์ในดินแดนที่พระสันตะปาปาปกครองและยังเป็นประมุขของศาสนาคริสต์แต่ผู้เดียวในยุโรปตะวันตก

ต่อมามีพวกพระในศาสนาคริสต์คาทอลิกและพวกผู้ปกครองรัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตกรวมตัวกันเป็นขบวนการปฏิรูปศาสนาเรียกตัวเองว่าโปรเตสแตนต์เริ่มโดยมาร์ติน ลูเทอร์ เมื่อปี พ.ศ.2060 เพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมของนิกายโรมันคาทอลิกและสถาบันสันตะปาปาที่ฟอนเฟะจนเกิดสงครามกันใหญ่โตยาวนาน มาเสร็จสิ้นลงใน พ.ศ.2191

ผลจากการปฏิรูปคือการแยกตัวจากนิกายคาทอลิกมาเป็นนิกายโปรเตสแตนต์ โดยจุดเด่นของงานศิลปะทั้งประเภทสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรมของการปฏิรูปศาสนาของพวกโปรเตสแตนต์นั้นเน้นไปสู่ความเรียบง่าย ไม่หรูหราฟุ่มเฟือยเช่นพวกคาทอลิก

อีทีนี้ทางฝ่ายคาทอลิกก็เลยจำเป็นต้องปฏิรูปศาสนาของตนเองบ้าง ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะงานศิลปะทางด้านจิตรกรรม (งานวาดรูป) เท่านั้นอันเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยบาโรกคือในวิชาศิลปะวิจักษ์นี่เขาแบ่งยุคของศิลปะเป็นช่วงๆ เป็นยุคๆ กัน โดยอาศัยจุดเด่นของงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมของช่วงนั้นสมัยนั้นเป็นเกณฑ์

คนโกงไพ่ (ผลงานของ การาวัจโจ, ยุคบาโรก)

สำหรับคำว่า Baroque เป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่า “ไข่มุกเบี้ยว” อยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไปถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็ราว พ.ศ.2144-2313 ก็ร่วมๆ 170 ปีเลยทีเดียวแหละ โดยเทียบสมัยกับไทยเราก็ตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระเจ้าเอกาทศรถจนถึงต้นสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเลยทีเดียว

ช่วงนี้ในยุโรปตะวันตกเกิดการปฏิรูปคาทอลิกโดยลักษณะของศิลปะแบบบาโรกเป็นศิลปะที่เต็มไปด้วยพฤติกรรมที่ออกจะเกินจริง สีสด และแสงที่จัดและเงามืด ซึ่งตรงกันข้ามกับศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาก่อนหน้านี้ที่มักจะแสดงภาพของเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดขึ้นดูสงบมีเหตุผล ยกตัวอย่าง เลโอนาโด ดาร์ วินชี ศิลปินยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาวาดภาพ “โมนาลิซา” นั่งนิ่งสงบสง่างาม สำหรับศิลปะบาโรกจะแสดงในช่วงเวลาที่ออกจะเกินจริงมากที่สุดแบบในวินาทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ดังผลงานของมีเกลันเจโล เมรีซี ดา การาวัจโจ ศิลปินเอกยุคบาโรก วาดภาพ “การตัดหัวของนักบุญจอห์น แบ็พติสต์” ในช่วงที่กำลังจะเชือดคอคนท่ามกลางผู้คน ดราม่าสุดสุด ไปเลย หรืออีกภาพของการาวัจโจชื่อ “คนโกงไพ่” ก็แสดงตอนกำลังโกงเลยทีเดียว

ศิลปะบาโรกเป็นศิลปะที่มีจุดประสงค์ในการกระตุ้นอารมณ์ผู้ดูแทนที่จะสร้างความสงบทางเหตุผลเช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา พูดง่ายๆ คือจิตรกรรมแบบเน้นดราม่า มากๆ นั่นเอง แบบไข่มุกเบี้ยวๆ

นั่นแหละสมกับชื่อนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIAที่แปลว่า “สำหรับการาวัจโจแล้วทั้งหมดคือการแสดงละคร”