ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในยุคปฏิรูปไทยแลนด์ 4.0 แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ความคิดถอยหลังกลับไปยิ่งกว่าปฏิรูป 2.0 เสียอีก
วิวาทะว่าด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลับกลางสภานัดประชุมวาระสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ยังไม่จบลงง่ายๆ
เพราะสังคมยังสับสน งุนงงไม่หาย จะถือหางข้างฝ่ายไหนดี ระหว่าง สนช.ผู้บริภาษสื่อ กับสื่อที่ถูกตำหนิติเตียน ฐานเผยแพร่ภาพ สนช.หลับกลางสภาออกไปทั่วโลก
สังคมควรจะมีหลักคิด ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในเรื่องทำนองนี้อย่างไร เมื่อฝ่ายที่ถูกตำหนิกลายเป็นสื่อสารมวลชน แทนที่จะโทษคนหลับ กลับด่าคนถ่ายทอด คิดได้อย่างไร
คำถามมีว่า ใครควรถูกติเตียนว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพมากกว่า
ด้วยความเป็นห่วงภาพลักษณ์ ห่วงผลกระทบ เลยมองไม่ทะลุถึงแก่น ต้นเหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นเพราะอะไร
ทั้งๆ ที่ไม่น่าคิดยาก ลึกลับซับซ้อนอะไร ถ้าไม่สับสนทางความคิด หรือติดยึดอำนาจ และแยกแยะบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายออกจากกันอย่างชัดเจน
หลักคิดก็คือ 1 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือไม่ 2 เป็นเรื่องของประเด็นปัญหาสาธารณะ เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือไม่ 3 ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามเป็นอย่างไร
บทบาทหน้าที่ของสื่อสำคัญที่สุดก็คือ บทบาทในการรายงาน บอกกล่าวความจริง (Fact) เป็น กระจกสะท้อนให้สังคมได้รับรู้ เพราะคนภายนอกไม่ได้อยู่ร่วมในห้องประชุม ไม่มีโอกาสได้รู้ว่าการทำหน้าที่ของบุคคลสาธารณะนั้นเป็นอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในที่ประชุมสภา สถาบันอันทรงเกียรติ ถ้าไม่หลับกลางห้องประชุมก็ไม่มีเหตุให้ถูกภาพออกไปเผยแพร่ภายนอก
ขณะเดียวกัน เป็นบทบาทในการติดตามตรวจสอบ ซึ่งแน่นอน ก็มีข้อต้องระมัดระวัง ไม่ถ่ายทอดหรือนำเสนอภาพอุจาด ลามก สยดสยอง ไร้รสนิยม ก้าวร้าว รุนแรง สร้างความเกลียดชังของสังคม ประการหลังนี้ต้องแยกแยะอีก ระหว่างคนทั่วไปกับบุคคลสาธารณะย่อมมีต้นทุนที่แตกต่างกัน
ฉะนั้น ต้องเริ่มต้นที่ความจริงก่อน สิ่งที่สื่อถ่ายทอดออกไปนั้นเป็นความจริงหรือไม่ บิดเบือนแต่งแต้มเติมต่อหรือไม่ ผู้ที่ถูกถ่ายภาพเป็นคนธรรมดา ชาวบ้าน ตาสี ตาสา ยายมา ยายมี หรือเป็นบุคคลสาธารณะ
ส่วนประเด็นที่สาม ผลกระทบที่ตามมานั้นมองได้หลายมุม แล้วแต่ใครจะมองมุมไหน ทั้งบวกและลบ
มองด้านบวก เพื่อทำให้เกิดการปฏิรูปปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เป็นจุดอ่อน มองด้านลบทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ความเชื่อถือ
เมื่อมุมมองเรื่องผลกระทบต่างกัน ผู้ที่จะตัดสินได้ดีที่สุดคือ คนกลาง ผู้บริโภคสื่อ จะวินิจฉัย จะเชื่อถือฝ่ายไหน ระหว่างสื่อ คนตำหนิสื่อกับคนถูกสื่อเผยแพร่ภาพออกไป
ด้วยแนวคิดดังกล่าวถึงมีหลักการทางวิชาชีพ ว่า สื่อเป็นผู้รายงาน สื่อไม่ใช่ผู้พิพากษา สังคมเป็นผู้ตัดสิน
ส่วนการนำเสนออย่างไรให้พอเหมาะพอดีนั้น หลักคิดก็คือ ต้องยึดประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง สังคมได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์มากกว่า
หากเอาผลกระทบมาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติเป็นอันดับแรก ย่อมมีโอกาสเกิดอคติ ลำเอียง ปกป้อง เข้าข้างใดข้างหนึ่ง จนลืมทำหน้าที่สื่อในสิ่งที่ควรสื่อ ขณะเดียวกัน การไม่สื่อสิ่งที่ควรสื่อ ก็เท่ากับปกปิดความจริง ผิดจรรยาบรรณว่าด้วยความรับผิดชอบเช่นกัน
การเอาความคิด ความเชื่อ ประโยชน์ตน ประโยชน์พวกพ้องเป็นหลัก ตำหนิคนคิดต่าง คนทำต่าง โดยอคติ จึงสะท้อนความคิด ตัวเองเป็นใหญ่ ตัวเองคือความถูกต้อง นั่นเอง
นอกจากหลักการความจริง หลักบุคคลสาธารณะ หลักผลกระทบแล้ว ยังมีประเด็นว่าด้วยหลักความรับผิดชอบ ระหว่างสื่อมวลชนกับแหล่งข่าว ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือใครก็ตาม ที่ควรคำนึงถึงอีกด้วย
หลักการว่าด้วยความรับผิดชอบนี้ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา บูรพาจารย์แห่งวงการวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ได้เสนอความคิดไว้ในข้อเขียน เป็นแนวทางปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ดังนี้
“เคยปรากฏอยู่บ่อยๆ ที่หนังสือพิมพ์วางตนเป็นรัฐบุรุษหรือรัฐบาลเสียทีเดียว คือรับเอาความรับผิดชอบเช่นเดียวกับรัฐบุรุษหรือรัฐบาลมาเป็นทางปฏิบัติในกรณีเสนอข่าวหรือแสดงความเห็น ซึ่งใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงความกระทบกระเทือน และด้วยความพยายามเช่นนั้น บางทีหนังสือพิมพ์ก็ไปไกลจนถึงกับไม่ยอมเสนอข่าวในกรณีที่สงสัยว่าอาจเป็นการกระทบกระเทือนเสียทีเดียว
“ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า หนังสือพิมพ์ไม่จำเป็นจะต้องรับผิดชอบตามนัยเช่นนี้เสียเลย หนังสือพิมพ์ย่อมจะต้องมีความรับผิดชอบอยู่เหมือนกัน คือรับผิดชอบตามขอบเขตแห่งหน้าที่ของตน แต่มิใช่ตามขอบเขตแห่งหน้าที่ของรัฐบุรุษ เพราะว่าหนังสือพิมพ์มิใช่รัฐบุรุษหรือรัฐบาล งานและหน้าที่ของหนังสือพิมพ์เป็นคนละอย่าง ต่างกันไกลกับงานและหน้าที่ของรัฐบุรุษหรือรัฐบาล”
ด้วยเหตุนี้ เลยถือโอกาสนำคำครูมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อประกอบการพิจารณาถึงการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ก่อนที่จะบริภาษใครง่ายๆ ต่อไปอีก

