หน้าแรก คอลัมนิสต์ ข้าวกับการเมื...

ข้าวกับการเมืองในพม่ายุคหลังสงครามโลก : ไทยพบพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

15.06.18 | 13:00 น.

ในศตวรรษที่ 19 การเข้ามาของระบอบอาณานิคมก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “ข้าวบูม” (Rice Boom) ทั่วเอเชีย พื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ติดแม่น้ำสายใหญ่ๆ ถูกจัดวางให้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว เปลี่ยนพื้นที่รกร้างหลายล้านเอเคอร์ให้เป็นพื้นที่เกษตร สร้างมูลค่าให้กับเจ้าอาณานิคมมหาศาล ชาวนาที่แต่เดิมปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน เริ่มปลูกข้าวเพื่อการค้าและเพื่อการส่งออก พื้นที่แถบแม่น้ำเจ้าพระยาในไทย แม่น้ำโขงและแม่น้ำแดงในเวียดนาม และแม่น้ำอิรวดีในพม่า กลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในบรรดาดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั้ง 3 ประเทศที่กล่าวมา ไม่มีที่ใดที่จะประสบความสำเร็จเท่าพม่า เมื่อถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) พม่าถูกสถาปนาเป็น “ชามข้าวแห่งเอเชีย” (Rice Bowl of Asia) นอร์แมน จี. โอเวน (Norman G. Owen) รวบรวมตัวเลขการส่งออกในพม่า ไทย และอินโดจีน จากสถิติของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ทั้งเช็ง สก ฮวา (Cheng Siok-Hwa) ในกรณีของพม่า เจมส์ ซี. อินแกรม (James
C. Ingram) ในกรณีของไทย และอัลแบร์ต ก๊อกกอเรล (Albert Coquerel) สำหรับสถิติของอินโดจีน ปรากฏว่าในระหว่างปี 1910/1911 (พ.ศ.2453/2544) พม่าส่งออกข้าวได้ปีละ 2.4 ล้านตันระหว่างปี ในขณะที่ไทยส่งออกข้าวได้เพียงปีละ 9.5 แสนตัน และอินโดจีนรวมกันเกือบ 8 แสนตัน

อุตสาหกรรมปลูกข้าวที่เติบโตในพม่าสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่สามเหลี่ยมดินดอนปากแม่น้ำในพม่าตอนล่างอย่างงาม ก่อนหน้านี้พม่าตอนล่างมีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนัก และเบาบางเมื่อเทียบกับพม่าตอนบน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของพม่ามาหลายร้อยปี อังกฤษจึงมีนโยบายเพื่อจูงใจเกษตรกรจากพม่าตอนบนเพื่อให้เข้าไปบุกเบิกที่ดินทำกินในพม่าตอนล่าง พร้อมๆ กับการสร้างเมืองอย่างย่างกุ้งให้เป็นมหานครและเมืองท่าที่มีความทันสมัย ทัดเทียมเมืองท่าอื่นๆ ในเอเชีย ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรจากพม่าตอนบนหลั่งไหลสู่พม่าตอนล่าง ดินแดนแห่งข้าวที่เปรียบเสมือนทองในขณะนั้น ชาวนาเหล่านี้สามารถจับจองพื้นที่ทางการเกษตรได้ ตราบใดก็ตามที่ช่วยรัฐบาลอาณานิคมหักล้างถางพง และเปลี่ยนป่าหญ้าและป่ารกให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรได้ การบุกเบิกพื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขตศูนย์สูตรในพม่าตอนล่างเต็มไปด้วยโรคเขตร้อนที่คร่าชีวิตผู้คนไปไม่น้อยก่อนที่พวกเขาจะสามารถลงหลักปักฐานทำมาหากินบนที่ดินตนเอง

นอกจากชาวพม่าในพม่าตอนบนที่ทะลักสู่พม่าตอนล่าง รัฐบาลอังกฤษยังมีนโยบายนำเข้าแรงงานจากอินเดีย ซึ่งมาจากทั่วทั้งอินเดีย แต่จะมีเส้นแบ่งด้านอาชีพระหว่างชาวอินเดียในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน เช่น วรรณะพ่อค้าบางส่วนจากแคว้นทมิฬนาฑูอพยพเข้ามาเพื่อทำหน้าที่ปล่อยกู้ ในขณะที่แรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวเตลูกู (Telugu) และชาวทมิฬจากอินเดียใต้ ชาวอินเดียอพยพเข้าไปในพม่านับล้านคนเมื่อเศรษฐกิจในพม่าเริ่มเติบโต ไม่ต่างจากชาวจีนมหาศาลที่อพยพเข้าไปในสเตรทส์ เซ็ทเทิลเมนต์ (มาเลเซียและสิงคโปร์ในปัจจุบัน) เพื่อเป็นทั้งมันสมองและแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตแบบฉุดไม่อยู่

ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคข้าวบูมในพม่าคือปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกร ในมุมมองของรัฐบาลอังกฤษ เกษตรกรชาวพม่าใช้จ่ายไปกับสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เกษตรกรพม่าติดกับในวังวนแห่งหนี้สิน เรียกได้ว่าเมื่อเป็นหนี้แล้ว ก็จะเป็นหนี้ตลอดไป ผู้ที่มีบทบาทในการปล่อยกู้ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์หรือผู้ปล่อยกู้ที่เป็นชาวพม่าด้วยกัน แต่เป็นชาวอินเดีย ที่มักจะมีเงื่อนไขให้เกษตรกรพม่านำที่ดินมาจดจำนอง เมื่อชาวพม่าไม่สามารถจ่ายเงินทั้งต้นทั้งดอก (ที่สูงมาก) คืนได้ ทำให้ต้องถูกยึดที่ดิน เมื่ออังกฤษออกจากพม่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดินส่วนใหญ่ในพม่าตอนล่างตกอยู่ในมือของพ่อค้าและผู้ปล่อยกู้ชาวอินเดีย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนักชาตินิยมพม่ามักหยิบยกบทบาททางเศรษฐกิจของชาวอินเดียมาโจมตีรัฐบาลอังกฤษและชุมชนชาวอินเดียเอง จนเกิดเป็นจลาจลทางเชื้อชาติครั้งใหญ่หลายครั้ง และยังทำให้ทัศนคติของชาวพม่าที่มีต่อชาวอินเดียจากทุกศาสนาเป็นลบมาจนถึงปัจจุบัน

ในระหว่างสงครามโลก พม่าเป็นสมรภูมิรบขนาดใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรและกองทัพญี่ปุ่น การปะทะกันของกองทัพทั้งสองฝ่ายสร้างความเสียหายให้พื้นที่ทางการเกษตรในพม่าตอนล่าง รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในพม่า ทั้งถนน สะพาน โกดังสินค้า และท่าเรือ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงครามและกลับเข้าไปพม่าในปี 1945 (พ.ศ.2488) ก็พบว่าความเสียหายนั้นมีมากเกินกว่าจะฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น แม้จะมีพิมพ์เขียวเพื่อฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ แต่การฟื้นฟูพม่าให้กลับมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และเป็นมหาอำนาจด้านการเกษตรนั้นคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เมื่อรัฐบาลใหม่ขึ้นมาบริหารงานหลังพม่าได้รับเอกราช รัฐบาลพยายามฟื้นฟูภาคการเกษตรอย่างเต็มที่ แต่พม่าไม่สามารถกลับไปส่งออกข้าวได้มากเท่ากับในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกเลย ตัวเลขส่งออกข้าวของพม่าหนึ่งปีหลังรัฐประหารของนายพลเน วิน อยู่ที่เพียง 1.7 ล้านตัน แต่ด้วยนโยบายแบบสังคมนิยม ที่กีดกันทั้งชาวต่างชาติ ทั้งชาวอินเดียที่เป็นแรงงานขับเคลื่อนภาคการเกษตร และชาวจีนที่เป็นเจ้าของกิจการโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ออกไปจากระบบเศรษฐศาสตร์ พร้อมกับการตั้งหน่วยงานของรัฐเข้ามารับผิดชอบ และผูกขาดการซื้อ-ขายข้าว ยิ่งสร้างความหายนะให้กับภาคการเกษตรพม่า เมื่อถึงปี 1973 ตัวเลขการส่งออกข้าวของพม่าตกลงมาเหลือเพียง 145,810 ตันเท่านั้น

Advertisement

ในปี 2017-2018 ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่พม่าส่งออกข้าวได้มาก และมากถึง 3.2 ล้านตัน แต่ยังน้อยเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างอินเดีย ที่ส่งออกข้าวมากถึง 12.5 ล้านตันในปี 2017 รัฐบาลพม่าในปัจจุบันมีแผนระยะยาวที่จะอัพพม่าขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีเป้าหมายว่าภายในปี 2020-2021 จะส่งออกข้าวได้อย่างน้อย 4 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้พม่าเป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดรองจากอินเดียและไทย ปัญหาด้านการเกษตรที่สำคัญมากๆ ของพม่าคือการขาดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร และขาดบุคลากรที่มีความรู้ รวมทั้งวัสดุทางการเกษตรอย่างปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านราว 12 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับราคาข้าวในตลาดก็ไม่แน่นอน

เมื่อไม่นานมานี้ สมาพันธ์ข้าวแห่งพม่าเพิ่งจะกำหนดราคากลางของข้าวในประเทศอยู่ที่ 500,000 จ๊าด (ราว 11,700 บาท) ต่อ 1 ตะกร้า (หนึ่งตะกร้าพม่าเท่ากับ 20.86 กิโลกรัม) หนังสือพิมพ์ Frontier Myanmar รายงานว่า นโยบายเรื่องข้าวเป็นนโยบายหลักอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลเอ็นแอลดีของด่อ ออง ซาน ซูจีพยายามผลักดัน คงจะต้องคอยดูกันต่อไปว่านโยบายข้าวนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ในประเทศที่ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรหยุดนิ่งมานานหลายสิบปี การฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศและการส่งออกในคราวนี้จึงเป็นหมุดหมายที่ดีที่จะนำไปสู่การพัฒนาองค์รวมด้านอื่นๆ ต่อไป