หน้าแรก คอลัมนิสต์ สถานีคิดเลขที...

สถานีคิดเลขที่ 12 : จากโลกถึงไทย : โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

14.06.18 | 13:09 น.

เข้าสู่เทศกาลบอลโลก ค่ำวันพฤหัสฯที่ 14 มิถุนายน ผู้มีฟุตบอลในหัวใจ คงเฝ้าจอใหญ่จอเล็ก ติดตามนัดเปิดสนามระหว่างเจ้าภาพ รัสเซียกับซาอุดีอาระเบีย

แรงกิ้งของสองทีมอาจไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อมาเจอกันในมหกรรมระดับนี้ ก็เป็นแมตช์ที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

ถ่ายทอดสดผ่านช่องทรูโฟร์ยู, อมรินทร์ทีวี และช่อง 5 หลังจากนัดเปิด ช่องไหนถ่ายคู่ไหน ทางมติชนและสื่อต่างๆ ทำตารางถ่ายทอดเผยแพร่ไปแล้ว

บอลโลกในปีนี้ มากับความวิตกกังวลของสังคม ซึ่งอยู่ในอารมณ์ว้าวุ่นหลายอย่าง

ทาง คสช. ซึ่งผลักดันให้กิจการใหญ่ๆ เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ลงขันถ่ายทอดสด คงต้องการให้ประชาชนได้ผ่อนคลาย กับกีฬาระดับโลก ซึ่งที่ผ่านๆ มา ฟุตบอลโลก เคยมีบทบาทเป็น “ตัวช่วย” เบนความสนใจ เปลี่ยนปรับอารมณ์ผู้คนจากปัญหาต่างๆ ให้ผ่อนๆ ลงไปได้ ตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน

Advertisement

ขณะที่สื่อต่างๆ ก็จัดรายการพิเศษ เพื่อให้การติดตามการแข่งขันมีรสชาติมากขึ้น อย่าง “มติชน-ข่าวสด” เอง พิมพ์คูปอง ให้ผู้อ่านตัดไปกรอกทายว่าทีมไหนจะได้ถ้วยเวิลด์คัพในปีนี้

โดยมีรางวัลติดปลายนวม พอให้เฮฮากัน

มนต์เพลงแข้งของดาวเตะนานาชาติที่ล้วนแต่เป็นสุดยอดของโลก คงจะให้ชาวโลกและประเทศไทยไปจดจ่อโฟกัสอยู่กับลีลาและผลแพ้ชนะเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน จากกลางเดือน มิ.ย.ไปถึงนัดชิงในวันที่ 15 ก.ค.

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยเรา อยู่ในช่วงท้ายของโรดแมป ที่มีการเลือกตั้งเป็นจุดหมายปลายทางในเดือน ก.พ. 2562

บรรยากาศคงจะผสมปนเปกันไป ทั้งการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ต้องเตรียมการ และประชาชนบางกลุ่มที่มีความคิดความเห็นต่อปัญหาบ้านเมือง และต้องการใช้สิทธิสะท้อนออกมา

เหตุการณ์ระดับโลกอีกเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย และยังเกิดขึ้นใกล้ๆ เพราะมาใช้สถานที่ประเทศอาเซียนคือสิงคโปร์เป็นเวที ได้แก่ การพบปะเจรจาระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับ นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

ก่อนหน้านี้ สองผู้นำเคยใช้ท่าทีแข็งกร้าว ด่าทอกันแรงๆ จนเกิดความตึงเครียดว่า จะบานปลายกลายเป็นสงครามโลกหรือไม่ เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาวุธทันสมัย และยังเคยรบกันมาแล้วในสงครามเกาหลีเมื่อหลายสิบปีก่อน

แต่เมื่อวันอังคาร 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ภาพความชื่นมื่นระดับ “จูบปาก” ของ 2 ประเทศ ก็ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วโลก

สื่อในตะวันตกต่างตีแผ่วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างเมามันทุกแง่มุม ตั้งแต่ส้วมของผู้นำเกาหลี อาการจับปากกาเซ็นสัญญาของทรัมป์ รวมถึงบวกลบคูณหารว่าใครได้ใครเสียในการเมืองฉากนี้

แต่สำหรับคนจากบางสังคมหรือบางประเทศ อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า ต่างชาติต่างภาษาที่ขัดแย้งกันรุนแรง มีศักยภาพที่จะดื้อรั้นดึงดันไปตามความเชื่อของตนเอง แต่ถึงจุดหนึ่ง ยังข้ามความแตกต่างมาจับมือกันได้

ทำไมคนพูดภาษาเดียวกัน ที่ซดกันจนป้อแป้ไปทั้งระบบ ทำไมยังหาจุดร่วมกันไม่เจอ

เสียงเชียร์กระหึ่ม 64 แมตช์บอลโลก คงไม่ดังกลบความว้าวุ่นและข้อสงสัยนี้ได้ง่ายๆ