กรณีประเทศไทยติดโผ 38 ประเทศที่มีพฤติกรรมน่าละอาย เนื่องจากรัฐไทยคุกคามนักสิทธิมนุษยชนนั้น ฟังแล้วหนักหนาอยู่
เหตุที่หนักหนาเพราะ “ผู้จัดลำดับ” คือ “ยูเอ็น” ที่เป็นเสมือนตัวแทนของโลก
ดังนั้น รายงานที่ยูเอ็นเข้ารับรองจึงกลายเป็นบันทึกของโลก
ฟังๆ แล้วหนักหนาไหม
สาเหตุที่ไทยติดโผนั้น ฟังจาก กสม.ไทยแล้วทราบว่าเป็นเพราะมีนักสิทธิมนุษยชนที่ให้ข้อมูลกับยูเอ็นแล้วมีปัญหา
มีการคุกคามเกิดขึ้น !
เรื่องนี้ทางการไทยปฏิเสธไปแล้ว และทราบมาว่ารัฐบาลได้มอบให้นาย เสข วรรณเมธี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ที่จะเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอรายงานต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ ในวันที่ 19 กันยายน ที่เจนีวา
ช่วยชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไทยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับการ “สมคบคิด” เพื่อล้มประชาธิปไตย
จากนั้นมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยนายนครได้ทำหนังสือถึง “อียู” ยืนยันเรื่องราวที่ตัวเองบอกเล่า
กระทั่งมีทหารเข้ามาเยี่ยมเยือนถึงบ้าน
แม้การดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลจะมองว่าเป็นการทำความเข้าใจ
ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า
แต่ในสายตาต่างประเทศอาจมองแตกต่างจากรัฐบาลไทย ประเด็นที่เกิดขึ้นอาจไม่แตกต่างจากกรณีที่ “ยูเอ็น” ขึ้นบัญชีไทยไว้
พอเรื่องราวเกิดขึ้นที รัฐบาลก็ต้องขยับที คราวนี้มอบให้นายเสขไปดำเนินการ
แต่กว่าที่รัฐบาลจะขยับ นายนคร มาฉิม ก็โพสต์ข้อความบอกเล่าเรื่องราวอันตรายที่กำลังเผชิญหน้าอีกคำรบ
นายนคร มาฉิม โพสต์ข้อความสรุปใจความได้ว่า “หลังจากที่ได้พูดถึงการสมคบคิดการยึดอำนาจ และมีหนังสือถึงสหภาพยุโรป หรือ EU เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความจริงของประเทศไทยที่ประชาชนถูกกดขี่ ข่มเหง ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ พวกท่านก็ใช้ให้ทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาล้อมบ้าน ข่มขู่ไม่ให้พูดต่อนานาชาติ ให้พูดกันภายในประเทศเท่านั้น…
“แต่เมื่อคืนนี้มีข้อความทำนองว่าจะมีการวางแผนเพื่อหมายเอาชีวิต เพราะไปต่อสู้ท้าทายอำนาจกับผู้มีอำนาจของบ้านเมือง
“ขอฝากพวกท่านที่คุมประเทศอยู่ ควรจะสืบสวนสอบสวนให้ความจริงปรากฏ หากมีการวางแผนการเพื่อสังหารจริงเพราะเรามีความคิดเห็นต่างกันเรื่องการเมืองการปกครองระหว่างนี้ก็ไม่ควรจะใช้วิธีกำจัดคนเห็นต่างด้วยความตาย
“เพราะแค่เพียงพวกท่านใช้กฎหมายทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และคำสั่งต่างๆ ในการล็อกนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
พวกท่านก็ได้เปรียบฝ่ายประชาธิปไตยอย่างสุดขั้วอยู่แล้ว”
งานนี้ คสช.เจอเข้าไปอีกดอก
จาก “อียู” หรือสหภาพยุโรป สู่ “ยูเอ็น” หรือสหประชาชาติ
ทั้งสององค์กรโลกพุ่งเป้าไปที่สิทธิเสรีภาพ นานาชาติแสดงเจตนาต่อต้านการคุกคาม
เรื่องที่เกิดขึ้น จุดชนวนในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.กำลังตัดสินใจ
จะลงการเมืองหรือไม่ จะลงในนามพรรคการเมืองอะไร
แต่เรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” นี้จะติดตัวลุงตู่ต่อไป
ไม่ว่าจะตัดสินใจ “อยู่ต่อ” หรือไม่ก็ตาม
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

