จากคดีดังเขย่าทั้งสังคมเมื่อต้นปี 2560 เหตุการณ์ลุงวิศวะ ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นที่กรูเข้ามาล้อมรถ จนทำให้เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต กลายเป็นคดีความที่ต้องขึ้นพิสูจน์ความจริงในศาล และล่าสุดศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกฝ่ายลุงวิศวะ
โดยศาลไม่เชื่อถือคำต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่า ยิงปืนเพื่อป้องกันตัว
แต่เห็นว่าเป็นการขาดความยับยั้งชั่งใจ รวมถึงพกพาอาวุธปืนมาโดยไม่มีเหตุผลอันควร
คำพิพากษาของศาลดังกล่าว ทุกฝ่ายควรนั่งอ่านนั่งไตร่ตรอง
ถือเป็นคดีตัวอย่าง เป็นคดีเตือนสติของผู้คนในสังคม ซึ่งเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้มีอยู่มากมาย ทั้งที่เกิดมาแล้วและจะต้องมีอีกในอนาคต
ย้อนกลับไปตอนที่เกิดเหตุเรื่องนี้ใหม่ๆ กลายเป็นเรื่องราวที่ผู้คนในสังคมไทย หยิบยกมาสนทนาและถกเถียงกันอื้ออึง
บรรดาคนดัง นักแสดงดารา แสดงความเห็นกันยกใหญ่
จำนวนไม่น้อย เห็นพ้องไปกับการใช้อาวุธปืนของลุงวิศวะ ด้วยใช้อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ นานา
ทำนองว่าจะยอมให้ไอ้พวกวัยรุ่นมันมากระทืบจนเละก่อนหรือไง
ขณะที่ผู้คนอีกฝ่าย ก็แสดงความเห็นในต่างมุมมอง ถกเถียงกันอย่างเดือดพล่าน
จนวันนี้เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปนานพอควร อุณหภูมิเย็นลง แถมมีคำตัดสินคดีโดยศาลสถิตยุติธรรมแล้ว
ดังนั้นคงได้เวลาสงบสติอารมณ์ แล้วนั่งทบทวนจากคำพิพากษา
ทั้งโดยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ และในประเด็นข้อกฎหมาย ที่ศาลพิเคราะห์เอาไว้ ถือเป็นบรรทัดฐานให้ทุกคนต้องเรียนรู้
เช่น กรณีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจวิวาทกัน
ตัวจำเลยก็สมัครใจวิวาทมาโดยตลอด ตั้งแต่จุดแรกถึงจุดสุดท้ายที่เกิดเรื่อง ในระยะเวลา 5 นาทีกว่าๆ ซึ่งยังมีอารมณ์โกรธและถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด
เมื่อจำเลยมีส่วนร่วมด้วยการกระทำผิดอยู่ด้วย จะอ้างว่ายิงเพื่อป้องกันตัวไม่ได้
รวมทั้งจำเลยได้เตรียมอาวุธปืนไว้พร้อมจะยิงต่อสู้กับฝ่ายผู้ตาย
ยังไม่ปรากฏว่า ฝ่ายผู้ตายกับพวกจะได้ลงมือทำร้ายมารดา ภริยา และหลาน ที่มากับจำเลย
จึงไม่เข้าข่ายข้ออ้าง ยิงเพื่อป้องกันสิทธิของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึง
แม้ว่าคดีนี้ยังไม่ถือว่าถึงที่สุด ฝ่ายลุงวิศวะ ยังมีสิทธิในการต่อสู้ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกาได้อีก
อีก 2 ศาลจะเห็นพ้องตามคำพิพากษาชั้นต้นหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครทราบได้
เพียงแต่คำพิพากษาของศาลอาญาที่ออกมาแล้ว ก็มีสาระสำคัญที่สมาชิกทุกคนในสังคมได้เรียนรู้ เพื่อนำมาทบทวนเตือนตัวเอง
ไม่ว่าจะในชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม ปัญหาระหว่างการขับรถ
การใช้อารมณ์แก้ปัญหา หรือใช้อาวุธร้ายแรงใกล้มือเพื่อหยุดปัญหา อาจจะมีผลร้ายแรงตามมาได้
ไปจนถึงเรื่องใหญ่ในสังคมประเทศ อย่างเช่นการเมือง
เมื่อเกิดข้อขัดแย้งทางความคิดอุดมการณ์ ต้องไม่แสวงหาหนทางใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่านั้น เพื่อทำให้ทุกอย่างจบลงโดยไว
การใช้ความอดทน ใช้เหตุผลมาโต้แย้งกัน การคลี่คลายความขัดแย้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยให้การเมืองค่อยๆ พัฒนาไปข้างหน้าอย่างได้ผลมากกว่า
ไม่เช่นนั้นวันนี้เราต้องมาเรียกหาประชาธิปไตย เรียกหาการเลือกตั้งกันหรือ
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

