สถานีคิดเลขที่ 12 : ขั้วเช้าจันทร์กับค่ำศุกร์ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

25.01.19 | 12:00 น.

บรรยากาศประเทศชาติเปลี่ยนไปในทันที หลังจากประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง แล้วตามด้วยคำประกาศจาก กกต. ให้วันที่ 24 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 23 มกราคม วันเดียวจบ
ทั้งๆ ที่เป็นการขยับวันเลือกตั้งจากที่พูดจากันเอาไว้แต่เดิมทีว่าเป็น 24 กุมภาพันธ์ โดยขยับออกไป 1 เดือน ตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้จริงๆ

แต่เห็นไหมว่า พอประกาศออกมาชัดเจน แม้จะเป็นการเลื่อนจากกุมภาพันธ์เป็นมีนาคม ตามนั้นจริงๆ

ปฏิกิริยาที่ตามมา ก็ไม่มีใครออกมาด่าว่าในประเด็นเลื่อน 1 เดือน แต่อย่างใด

ทุกคนล้วนดีใจ โล่งใจ ที่มีกำหนดเลือกตั้งอย่างชัดเจนออกมาเสียที

คนทั้งประเทศก็แค่หวังว่า ให้มีเลือกตั้งกันจริงๆ เถอะ อย่าพูดแล้วก็เลื่อน เลื่อนแล้วก็เลื่อนอีก

Advertisement

พอมีวันเลือกตั้งแน่นอน ทุกคนก็ยินดีและพอใจ ก็เท่านั้นแหละ

เพราะการกระทำที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาล คสช.ต่อเนื่องไปจนถึง กกต. ในช่วง 20 วันที่ผ่านมานั่นเอง ที่ทำให้ชาวบ้านต้องออกมาแสดงความไม่มั่นใจ

เมื่อไม่มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ตามปฏิทินที่กำหนดไว้ในวันที่ 2 มกราคม ต้องรอกันจนถึงวันที่ 23 มกราคม จึงกระจ่าง

ตลอดช่วงอันไม่ชัดเจนนั้น เลยต้องหูอื้อกันไปฟรีๆ

ทั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งพลังนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ไปจนถึงนักการเมือง

ที่ออกมาชุมนุมขีดเส้นไม่ให้เลื่อน ต้องการเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ อย่าเลื่อนอีกนั้น

ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้ไม่รู้กาลเทศะ

แต่การตอกย้ำว่าห้ามเลื่อนอีก ก็คือ ต้องการให้มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ไม่เนิ่นนานเกินไป เท่านั้นเอง

ที่สำคัญ ไม่มีใครเชื่อถือว่า ที่อ้างว่าจำเป็นต้องเลื่อนนั้น จะเลื่อนไปอีกยาวนานแค่ไหน แต่พอประกาศเป็นวันที่ 24 มีนาคม ทุกคนทุกฝ่ายก็พอใจ

จึงบอกว่า บรรยากาศประเทศชาติเปลี่ยนไปทันที คือ เปลี่ยนไปสู่ความดีใจและพอใจ ที่ประชาธิปไตยจะได้กลับคืนมาแน่นอนแล้ว

สิทธิทางการเมืองของประชาชน จะได้คืนมาเสียที

จากนี้ไปอีกเกือบ 2 เดือน จะเป็นช่วงสุดท้ายที่นักการเมืองและทุกพรรคการเมือง จะแสดงแนวคิดนโยบายให้ประชาชนได้รับฟังแล้วตัดสินใจในวันเดินเข้าคูหา

ใครจะทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหารายได้ปากท้องไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่ทุกด้าน

ไปจนถึงจุดยืนทางการเมือง ว่าจะเป็นผู้ที่เข้ามาเพื่อฟื้นประชาธิปไตย ขยายอำนาจประชาชนได้แท้จริง

ไม่ใช่เข้ามาเพื่อทำให้ประชาธิปไตยและอำนาจประชาชนเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ฝ่ายอำนาจเก่าขุนศึกขุนนางยังยึดกุมเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ประชาชนผู้มีสิทธิมีเสียง คงมองออก และตัดสินใจได้

มีคำกล่าวว่า รวมๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคการเมือง 2 ฝ่าย 2 ขั้ว

บ้างก็เรียกว่าขั้วประชาธิปไตยกับขั้วเผด็จการ

บ้างก็มองลึกไปว่า ระหว่างขั้วเช้าวันจันทร์กับขั้วค่ำวันศุกร์

ใครอยากได้ขั้วไหนก็ตัดสินใจกันเองในวันที่ 24 มีนาคม

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน