เป็นอันว่าในสนามเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้ จะไม่มีพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. อยู่ในสนามอีกต่อไป ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติให้ยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี
ถือเป็นคดียุบพรรคการเมือง ที่เกิดขึ้นก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง เป็นคดีตัวอย่างที่ทุกพรรคต้องศึกษาเรียนรู้เป็นบทเรียนกันต่อไป
ผลเฉพาะหน้า ซึ่งตามมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว
ได้ส่งผลให้บรรดาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในนามไทยรักษาชาติ จะหมดสภาพไปตามๆ กัน ด้วยความที่พรรคโดนยุบไปแล้ว
ในแง่ประชาชนผู้ที่เคยตั้งใจจะเลือกผู้สมัครของ ทษช. ก็คงต้องไปเลือกหาผู้สมัครรายอื่นของพรรคอื่นแทน
ขืนยังเข้าคูหาไปกาช่องผู้สมัครพรรค ทษช. ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย ไร้คะแนนไปทันที
ตอนนี้ก็ยังมีเวลาพิจารณาหาผู้สมัครรายอื่น ที่มีความคิดอุดมการณ์ใกล้เคียงกับพรรค ทษช. ซึ่งมีชื่อลงสมัครในเขตเลือกตั้งเดียวกัน
โดยนักวิเคราะห์การเมืองมองกันว่า ถึงอย่างไรคะแนนของประชาชนที่เป็นแฟนคลับ ทษช. คงจะไม่สูญหายไปไหน
น่าจะไหลไปยังพรรคการเมืองที่มีแนวทางเดียวกัน
โอกาสจึงยังเป็นของพรรคที่ลงสมัครแบบครบทุกเขตหรือเกือบครบทุกเขต เช่น พรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อชาติ รวมไปถึงพรรคประชาชาติ
ยกเว้นถ้าแฟนๆ ของ ทษช.เปลี่ยนใจพลิกแนวกลับข้าง ก็อาจจะเป็นโอกาสของ พรรคพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย อะไรเหล่านี้
เพียงแต่เชื่อกันว่า คะแนนที่เคยอยู่กับ ทษช. น่าจะยังอยู่กับพรรคสายเดียวกันต่อไป ไม่แปรเปลี่ยน
จุดที่น่าสนใจอีกประการ คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งทั้ง 14 คนคงลุ้นกันระทึกระหว่างฟังศาลอ่านคำวินิจฉัย
ลงเอยศาลชี้ให้เพิกถอนสิทธิ 10 ปีนั้น
ในคำวินิจฉัยได้ชี้เหตุผลว่า เป็นการกระทำเพียง อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยังไม่ถึงขนาดที่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อีกทั้งการกระทำดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อระบบการปกครองของประเทศชาติ
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาความสำนึกรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ได้น้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมทันที ภายหลังที่รับทราบ
แสดงให้เห็นว่ายังมีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่
เหล่านี้เองที่นำมาสู่บทสรุป ให้สมควรกำหนดระยะเวลา 10 ปี
ถือว่าหนักหรือเบา ก็ลองอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวอย่างละเอียดในแต่ละถ้อยคำหลายๆ รอบ
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

