2 กติกาตั้งนายกฯ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

22.03.19 | 12:00 น.

คาดหมายกันว่าเปอร์เซ็นต์ผู้ออกมาใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ จะต้องมากมายไปถึง 80% หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ด้วยบรรยากาศความตื่นตัวของประชาชนคนไทยในการเลือกตั้งหนนี้สูงมากจริงๆ ดูจากการเลือกตั้งล่วงหน้าก็ชี้ได้ชัดมาก

ส่วนเสียงอันมากมายของชาวบ้านที่แห่กันเข้าคูหานั้น จะส่งผลให้พรรคไหนชนะมากน้อยเพียงใด อีกไม่กี่อึดใจจะได้รู้กันแล้ว

แต่จากผลการสำรวจแนวโน้มเลือกตั้งที่มีหลายฝ่ายหลายสำนักทำกันมาตลอด ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา

พอจะรู้กันทั่วไปแล้วว่า พรรคไหนได้รับชัยชนะอันดับ 1 โดยมีที่ 2 และที่ 3 เบียดกันมาอย่างสูสี และพรรคที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 4 คือพรรคไหน

รวมๆ ก็พอจะเห็นภาพได้แล้วว่า ขั้วหนึ่งจะได้ ส.ส.รวมแล้วกี่เสียง อีกขั้วจะได้กี่เสียง

Advertisement

ปัญหาที่น่าคิดต่อไป ภายหลังรู้ผลการเลือกตั้งแล้วก็คือ จะใช้กฎกติกาแบบไหนมากำหนดวิธีเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล

ถ้ายึดตามกฎกติกาสากล นั่นคือ พรรคที่ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 จะต้องได้สิทธิเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ความที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ 250 ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯด้วย นั่นจึงทำให้มีพรรค ส.ว. 250 เสียง เตรียมเข้าร่วมโหวตนายกฯและตั้งรัฐบาลสำหรับขั้วการเมืองหนึ่งเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

ปัญหาที่ตามมาก็คือ ถ้าพรรคที่ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่ขั้วเดียวกัน เช่นนี้พรรค ส.ว.จะไม่ร่วมโหวตให้พรรคนี้ด้วย

นี่จะทำให้พรรคที่ชนะเลือกตั้ง ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 อาจไม่ชนะในการโหวตนายกฯ แล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่หัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งให้สัมภาษณ์ไว้ชัดเจนเมื่อวันสองวันนี้ว่ามีอีกกฎกติกา

โดยเมื่อนักข่าวถามถึงจุดยืน จะให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงลำดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อนใช่หรือไม่

หัวหน้าพรรคนี้ตอบว่า จุดยืนของพรรคคือ พรรคใดที่สามารถรวบรวมเสียงได้มากที่สุดเกินครึ่ง ซึ่งอาจจะมีมากกว่า 1 พรรคก็สมควรมีสิทธิดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อพรรคไหน หรือกลุ่มไหนที่รวบรวมเสียงได้ก่อนเป็นลำดับ 1 ก็ควรจัดตั้งรัฐบาลก่อน ถือเป็น
กติกาที่ควรจะเดินไปตามนั้น

ตอบอย่างนี้ เท่ากับชี้แล้วว่า หัวหน้าพรรคนี้ยอมรับว่าพรรคตนเองคงไม่ได้ที่ 1 และยืนยันในกฎกติกาแนวใหม่ที่ว่า พรรคที่รวบรวมเสียงมากที่สุดได้ก่อน ย่อมมีสิทธิดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล

แปลว่า การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จะต้องต่อสู้กันในระหว่าง 2 แนวทาง คือ พรรคชนะอันดับ 1 เป็นแกนนำ กับอีกแนวทางคือ พรรคที่รวบรวมเสียงได้มากก่อนเป็นอันดับ 1 เป็นผู้ดำเนินการ

คงจะสนุกสนานกันพิลึกแน่นอน

จึงเกิดข้อเสนอในช่วงสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง คือ ต้องช่วยกันเลือกพรรคการเมืองขั้วหนึ่งให้ได้ชัยชนะถล่มทลาย เกิน 375 เสียง หรือไม่เช่นนั้น พรรคการเมืองทั้งหลายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ต้องผนึกกันให้แน่นหนา

ต้องรวมเสียงหลังเลือกตั้งให้ได้เกิน 375 เพื่อปิดสวิตช์ 250 เสียง ส.ว.ให้ได้

บรรยากาศช่วงก่อนเลือกตั้งว่าดุเด็ดเผ็ดมันแล้ว

หลังเลือกตั้งคงระอุยิ่งกว่า ในการโหวตนายกฯและตั้งรัฐบาล ที่สู้กันด้วย 2 สูตร 2 กฎกติกา

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน