ภาคต่อ

10.06.19 | 10:30 น.

ไม่มีอะไรพลิกโผสำหรับการเมืองไทยในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว
เมื่อเราได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เป็นนายกฯ “จากการเลือกตั้ง” ตามกติกาของรัฐธรรมนูญ 2560

นับจากนี้ อาจกล่าวได้ว่าการเมืองไทยกำลังเริ่มเข้าสู่บทตอนใหม่ แต่ก็มิใช่เริ่มต้นจาก “ศูนย์”

หรือจะบอกว่าเป็น “ภาคสอง” ให้สอดคล้องกับ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ก็คงกล่าวได้ไม่เต็มปากนัก

เพราะความเคลื่อนไหว การคลี่คลาย และพัฒนาการทั้งหมดทั้งมวล คือ “ภาคต่อ”
ของความขัดแย้ง-การต่อสู้ทางการเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานเกินทศวรรษ

Advertisement

ผ่านวงจร “รัฐประหาร-การชุมนุมบนท้องถนน-การเลือกตั้ง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ณ ปัจจุบัน ดูคล้ายการเลือกตั้งมีนาคม 2562 จะสามารถแก้โจทย์บางอย่าง ที่เป็นปัญหาสำหรับบางฝ่ายได้สำเร็จ

ส่งผลให้พรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ผูกโยงกับตระกูลชินวัตรไม่อาจกวาดชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ และไม่อาจเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ผูกโยงกับคณะรัฐประหาร ซึ่งมีอำนาจปกครองประเทศก่อนการเลือกตั้ง ก็เป็นแกนนำรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ลุล่วง
แม้จะไม่ได้มี ส.ส. มากที่สุด

อย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาเดิมๆ บางชุดที่ดำรงอยู่ ตลอดจนโจทย์ชุดใหม่ที่เผยตัวออกมา

นั่นคือ จะอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เลือกพรรคการเมืองฝ่ายที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร

นอกจากนี้ พรรคการเมืองใหญ่ฝ่าย “ประชาธิปไตย” ก็ไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทยที่อิงแอบกับตระกูลชินวัตรอีกต่อไป หากยังมีการถือกำเนิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ที่เข้าถึงฐานคะแนนเสียงกลุ่มใหม่ๆ และเป็นผลลัพธ์โดยไม่คาดฝันของรัฐธรรมนูญ 2560

“ภาคต่อ” ของการเมืองไทยหลังจากนี้จึงน่าสนใจ พร้อมคำถามสำคัญว่าท่ามกลางสภาวะก้ำกึ่ง กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง ระหว่าง “ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ” กับ “เผด็จการ
ไม่เต็มใบ”

ทุกๆ ฝ่าย จะผลักกระตุ้นให้สังคมการเมืองไทยเดินทางไปสู่ทิศทางไหนกันแน่? ระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ”

คนกำหนดเกมนี้ไม่ได้มีแค่นายกฯ คนใหม่หน้าเดิม ซึ่งไม่มีอำนาจ ม.44 อยู่ในมืออีกต่อไป

รูปเกมไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การต่อรองภายในพรรคพลังประชารัฐ หรือระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาล

คนเปลี่ยนเกมไม่ได้มีแค่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน หรือ ส.ว.ที่ไร้ซึ่งความหลากหลาย ตลอดจนกลไกกติกาต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญวางเอาไว้

ทว่า หนึ่งในตัวแปรของสมการชุดนี้ คือ “ประชาชน”

“ประชาชน” ที่อย่างน้อยที่สุด อาจแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย

“ประชาชน” จำนวนมหาศาล ที่อ่านใจได้ยาก เราอาจเห็นพวกเขาด้วยมุมมองอย่างหนึ่ง แต่พวกเขากลับพูดและคิดเป็นอีกอย่าง

ขณะที่วิธีไขความในใจของ “ประชาชน” อันซื่อตรงที่สุด เช่น กระบวนการเลือกตั้ง ก็ถูกบิดผันจนเสียรูปเสียร่างไปหมด

หากสถานการณ์การเมืองจากจุดนี้ไม่อาจตอบสนองความปรารถนาก่อนการเลือกตั้งของ “ประชาชน” ได้อย่างเต็มที่

ก็เป็นเรื่องน่าท้าทายว่าในอนาคตอันใกล้ ขีดความอดทนของ “ประชาชน” จะมีมากน้อยแค่ไหน? พวกเขาจะมีความคิดและการแสดงออกแบบใด?

นี่เป็นประเด็นที่คาดเดาได้ไม่ง่ายทั้งสิ้น (และผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ไม่เคย
เดาออก)