การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 อย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ มีการชูประเด็นก่อนปิดฉากการประชุมจากไทย ประเทศเจ้าภาพให้ชาติสมาชิกร่วมกัน ปลุกดีเอ็นเอความเป็นอาเซียน ขึ้นมา
การปลุกดีเอ็นเอความเป็นอาเซียนนี้แลดูเป็นคำน่าตื่นเต้น มีชีวิตชีวา เพราะดีเอ็นเอเป็นชื่อย่อสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ถ่ายทอดลักษณะของรุ่นก่อนไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป พอนำมาใช้ในบริบทนี้จึงช่วยเพิ่มความทันสมัย
เพียงแต่เมื่อนำมาประกอบกับคำว่าอาเซียน ก็ไม่แน่ชัดว่าดีเอ็นเอที่ว่านี้หมายถึงอะไร
หากย้อนดูลักษณะประชาคมอาเซียน น่าจะหมายถึงความหลากหลายของวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มารวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจ คล้ายๆ กับของสหภาพยุโรป
เมื่อรวมกันแล้วอำนาจต่อรองก็มีมากขึ้น ตลาดที่ทำมาค้าขายกันเองภายในภูมิภาคก็เจรจากันวงในง่ายขึ้น
หรือถ้าดูตามเนื้อเพลง Asean Way ที่ประธานอาเซียนยกขึ้นมาบรรยายว่าอาเซียนมีเส้นทางความร่วมมือของ 10 ประเทศมาตลอด 5 ทศวรรษอย่างไร ฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ กันมาอย่างไร เช่น สงครามเย็น วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 รวมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ เช่น คลื่นยักษ์สึนามิ พายุไซโคลนถล่ม ฯลฯ น่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์มากกว่าคำอธิบายเรื่องดีเอ็นเออาเซียน
เรื่องนี้จึงน่าถกเถียงกันต่อไปได้ว่า ดีเอ็นเออาเซียน หมายถึงอะไร
และถ้าจะหาคำตอบแล้ว ไม่ควรมองข้ามประเด็นการเมืองด้วย เพราะสิ่งที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของอาเซียนคือนโยบายทางการเมืองที่ชาติสมาชิกจะไม่แทรกแซงกัน
เรื่องนี้คนวงในอาเซียนเองมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป ว่าตกลงควรแทรกหรือไม่ควรแทรก เพราะประเด็นทางการเมืองที่รวมไปถึงสิทธิมนุษยชนนั้นคาบเกี่ยวและเป็นเงื่อนไขที่ประเทศและประชาคมภายนอก มองภาพรวมของอาเซียน
ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่มอง แต่ยังใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจการค้ากับอาเซียนด้วย
กรณีเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร การใช้กำลังทหารจากปมปัญหาเหยียดชาติพันธุ์ ไปจนถึงการใช้กฎหมายทางศาสนาสายเคร่ง ล้วนเป็นภาพลบต่ออาเซียน
ปมปัญหาแบบนี้ควรต้องหาทางแก้ไข ไม่ควรทำให้เป็นดีเอ็นเอที่จะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ยิ่งถ้าอยู่เป็นประชาคมอาเซียนแล้วก็หมายถึงอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ถ้าบ้านใดมีปัญหาใหญ่ร้ายแรงก็อาจส่งผลกระทบลามข้างบ้าน
ฉะนั้นตลอดเวลามานี้ อาเซียนรับแรงกดดันจากภายนอกมาแล้วพยายามให้ชาติสมาชิกแก้ปัญหาของตัวเองให้ได้
ล่าสุดมีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองรุ่นใหม่ให้อาเซียนก้าวข้ามการไม่แทรกแซงกิจการภายในชาติสมาชิก ไปสู่การช่วยเหลือและร่วมมือกันตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของภูมิภาค
แต่ก็มีเสียงคัดค้านในทันทีเช่นกันว่า เรื่องอย่างนี้ต่อให้พูดได้ ก็ต้องระวัง เพราะนำไปปฏิบัติจริงไม่ได้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากถึงขั้นอาจทำให้อาเซียนแตกได้ทันที หลังจากประคองกันมากว่า 50 ปี
ถ้าเปราะบางขนาดนี้ ดีเอ็นเอนี้คงจะไม่ค่อยแข็งแรงนัก

