ผ่านมาสองสัปดาห์ นับจากวันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รายแรกในไทย วันที่ 13 ม.ค. ตอนนี้ยอดผู้เสียชีวิตในจีนทะลุ 100 รายไปแล้ว และติดเชื้อกว่าครึ่งหมื่น ในจำนวนนี้อยู่นอกแผ่นดินใหญ่ของจีน 26 ประเทศ/ดินแดน
สถานการณ์จากโรคภัยใหม่แบบนี้ย่อมทำให้ผู้คนพากันหวาดผวา
ถ้าใครอายุ 30 ปีขึ้นไปก็คงหวนนึกถึงตอนที่โรคซาร์สระบาดทั่วโลก เมื่อปี 2545-2546 มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน และทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเกือบ 800 ราย
ตอนที่เชื้อไวรัสอู่ฮั่นเพิ่งระบาดช่วงส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เกิดข่าวตื่นกลัวกันอยู่ในโลกออนไลน์ว่า มันคือโรคซาร์สที่หวนกลับมา ระบาดอีกครั้งหรือไม่ และระบาดจากคนสู่คนหรือไม่ เพราะผู้ติดเชื้อราว 40 คนล้วนอยู่ในตลาดปลาหัวหนาน และมีอาการปอดอักเสบ คล้ายๆ กับโรคซาร์ส ที่เกิดอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
ช่วงแรกที่ทางการยังไม่แถลง ยิ่งทำให้ผู้คนหวาดผวา เพราะกลัวว่าทางการจะปิดข่าวแบบสมัยที่ซาร์สระบาด
กระทั่งต่อมา เมื่อทางการจีนแถลงว่าการระบาดแพร่จากคนสู่คนและปิดเมืองอู่ฮั่น ก็ทำให้ทั่วโลกรับรู้ถึงสถานการณ์ที่น่าวิตกนี้
ระยะเวลาการให้ข่าวเรื่องไข้อู่ฮั่นของทางการจีนในครั้งนี้รวดเร็วกว่าและแตกต่างเมื่อครั้งโรคซาร์สระบาดและพยายามปิดข่าวอยู่นาน เมื่อ 17 ปีก่อน
ยิ่งเมื่อสำนักข่าวของรัฐบาลจีนเผยแพร่คำกล่าวของ สี จิ้นผิง ผู้นำของประเทศเอ่ยถึงสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า “วิกฤตอย่างยิ่ง” และต้องเร่งรับมือ ทำให้คนมองว่าทางการจีนรู้จักเรียนรู้บทเรียนในอดีต
นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ เชื่อมโยงข้อมูลส่วนกลางกับคลินิกและโรงพยาบาลทั่วประเทศ รับทราบสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ สังคมการสื่อสารออนไลน์ของจีนในปัจจุบันเมื่อเทียบกับ 17 ปีก่อน น่าจะมีส่วนให้การปิดข่าวแบบสมัยโรคซาร์สเป็นไปได้ยากมาก
ถ้าคนทั่วไปมองออก รัฐบาลจีนก็คงจะมองออก
การมองสังคมด้วยความเข้าใจและมองด้วยความเป็นจริง รู้กระแสสังคม จะมีส่วนช่วยให้รัฐบาลได้รับความร่วมมือและไม่ถูกต่อต้าน หรือถูกระแวงสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าจะมาไม้ไหน
มาตรการหนึ่งที่เห็นได้ว่า มาเร็วกว่าครั้งก่อนคือคำสั่งห้ามค้าสัตว์ป่าทั่วประเทศของทางการจีน
กระแสต่อต้านเรื่องนี้มาแรงเช่นกัน เพราะผลการตรวจวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในจีนและต่างชาติพบว่า เชื้อไวรัสตระกูลนี้มีที่มาจากสัตว์ป่า กรณีเชื้ออู่ฮั่นสงสัยว่าเป็นค้างคาวส่งผ่านเชื้อมายังงูที่กินมัน และมาถึงคนในที่สุด
คำสั่งตามมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลจีนที่มีผลรวดเร็วฉับไวอาจทำให้คิดไปว่า ระบบสั่งการแบบเด็ดขาดมีส่วนช่วยให้ควบคุมเชื้อได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้น
แต่สำหรับประเทศไทยที่มีประชากรน้อยกว่ามาก มีระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุม และมีระบบการบริหารประเทศแตกต่างออกไป ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งเด็ดขาดอะไร
เพียงแต่รัฐบาลบริหารจัดการให้เป็นและทำให้ประชาชนเชื่อมั่น ก็จะผ่านสถานการณ์ไปได้แบบไม่เจ็บตัว

