ศรัทธา

3.02.20 | 12:00 น.

หนึ่งในเพลงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึงบุคคลสำคัญรายอื่นๆ ในเครือข่ายของรัฐบาล มักเลือกขับร้องอยู่หลายครั้งหลายหน ตามอีเวนต์ทางการเมืองต่างๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็คือ “ศรัทธา” ซึ่งเป็นเพลงฮิตยุคหลังของวง “หิน เหล็ก ไฟ”

นายกฯ และคณะ นำเพลงนี้มาร้องบ่อย จนแอบคิดไม่ได้ว่าบริษัท อาร์เอสฯ ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์ กับ “โป่ง” ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์
คนแต่งคำร้อง-ทำนอง และผู้ขับร้องในเวอร์ชั่นต้นฉบับ น่าจะได้เงินส่วนแบ่งรายได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว

ถ้ามีการเรียกเก็บ “ค่าลิขสิทธิ์” จากนายกรัฐมนตรีและพรรคพวก

อย่างไรก็ดี หากพูดถึงคำว่า “ศรัทธา” กันในสัปดาห์นี้, ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา หรือในช่วงต้นปี 2563

ประเด็นย่อมไม่ได้อยู่ที่เรื่องบทเพลง แต่อยู่ที่ระดับ “ความศรัทธา”ที่ประชาชนคนไทยมีต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน และคำถามสำคัญว่ารัฐบาลจะสามารถประคับประคอง “พลังศรัทธา” ของประชาชน เอาไว้ได้มากน้อยและยาวนานแค่ไหน?

Advertisement

เดิมที รัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐและ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นดูท่าสั่นคลอนจากภาวะเศรษฐกิจเซื่องซึมที่ยืดเยื้อยาวนาน และไม่มีท่าทีจะกระเตื้องฟื้นตัวขึ้น รวมถึงปัญหาเสถียรภาพบน “เรือเหล็ก” ที่ปรากฏชัดเจนผ่านกรณีการแฉเรื่อง “เสียบบัตรแทนกัน” ระหว่างนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง

การหวนกลับมาของปัญหามลพิษทางอากาศหรือฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้ศักยภาพของรัฐบาลถูกตั้งคำถามมากขึ้น

แต่นั่นก็ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่เริ่มมีการติดเชื้อจากคนสู่คนในประเทศไทยแล้ว

กระบวนการรับมือกับการแพร่ระบาดของไทยยังมีลักษณะแบบ “วันต่อวัน ประชาชนดูจะต้องพึ่งพาและสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองเป็นหลัก

ขณะที่ถ้อยแถลงของบรรดาผู้นำในคณะรัฐมนตรี ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ยังแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสุด คือ เรื่องการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยในอู่ฮั่น

เร็วๆ นี้ จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งคาดเดาได้ไม่ยาก ว่าฝ่ายรัฐบาลคงจะได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรับประกันว่า “ศรัทธา” ที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีต่อรัฐบาลชุดนี้ นั้นจะมั่นคงแข็งแกร่งขึ้นหรือเสื่อมถอยลง?

ในเวลานี้ ประโยคคำถาม “ใจสู้หรือเปล่า? ไหวไหมบอกมา?” นั้นอาจเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี, รัฐบาล, พรรคร่วมรัฐบาล และบรรดาผู้สนับสนุนรัฐบาล ต้องกู่ร้องถามหาความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศ

มิใช่ร้องกันเอง ฟังกันเอง ถามกันเอง ตอบกันเอง ในงานสังสรรค์-ปรับความเข้าใจเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก