พลิกวิกฤต

11.03.20 | 11:30 น.

ช่วงเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ มักมีคำพูดปลุกกำลังใจว่า เราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
หมายถึงต้องฝ่าฟันช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยการหาช่องทางสร้างให้เกิดผลบวกให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ การเมือง หรือสังคม

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ และเผลอๆ พลิกผิดจะกลายเป็นวิกฤตซ้ำกว่าเดิม อย่างที่เกิดกรณีกับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

สถานการณ์โควิด-19 เป็นช่วงที่รับมือกับวิกฤตได้ยากในแง่สาธารณสุข เพราะไวรัสโคโรนาตัวนี้มีฤทธิ์แปลกมาก ทำให้คนติดทีแรกยังไม่แสดงอาการทันที จึงแพร่เชื้อต่อได้แบบลวงตา

ช่วงแรกๆ ที่เชื้อเริ่มปรากฏที่เมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการระบาดของเชื้อ ปลายเดือนธันวาคม 2562 ตอนนั้นเรื่องนี้กลายเป็นข่าวระดับอินเตอร์ขึ้นมา เพราะทางการจีนไล่จับผู้เผยแพร่ข้อความสงสัยว่า โรคซาร์สกำลังหวนกลับมาระบาด อ้างว่าเป็นความผิดฐานปล่อยข่าวปลอม

ตอนนั้นประเด็นหลักจึงไปอยู่ที่การเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารของจีน โดยยังไม่มีใครจับจ้องว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะร้ายกาจเหมือนที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ถึงขั้นมีคนติดเชื้อทั่วโลกแล้วเรือนแสน เสียชีวิตไปกว่า 4,000 ราย แซงหน้าสมัยโรคซาร์สระบาดอย่างฉุดไม่อยู่

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทางการจีนดูเหมือนจะชะลอการระบาดลงได้ชัดเจน เมื่อตัวเลขติดเชื้อรายใหม่ที่เดิมเพิ่มวันละหลายร้อยลดลงมาเหลือหลักสิบ

การเดินทางเยือนเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ เป็นครั้งแรก ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำหมายเลขหนึ่งจีน ส่งสัญญาณสำคัญว่า จีนกำลังจะควบคุมเชื้อได้ หรือ เอาอยู่

เพราะเมื่อคนระดับผู้นำสูงสุดของประเทศที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างมั่นใจที่สุด ไปปรากฏตัว นั่นหมายถึงมีความปลอดภัยเพียงพอ

การไปเยือนศูนย์กลางการระบาดของเชื้อได้ตอนนี้ เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกวิกฤตที่รัฐบาลถูกวิจารณ์มานานให้เป็นโอกาสเรียกความเชื่อมั่นต่างๆ กลับคืนมา

เพราะการสร้างความเชื่อมั่นให้คนในประเทศ เป็นหน้าที่หลักของผู้นำ

กรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นอีกคนที่พยายามสร้างความมั่นใจ หลังผู้สื่อข่าวทักถึงเรื่องที่มีผู้ป่วยโควิด-19 รายหนึ่ง ร่วมอยู่ในงานเดียวกับที่นายทรัมป์ไปร่วมกิจกรรมการเมืองอนุรักษนิยม นายทรัมป์ตอบว่า “ผมไม่กังวลเลยสักนิด” พร้อมประกาศเดินหน้าหาเสียงตามที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม การแสดงให้เห็นว่าไม่กลัวเลยก็เป็นประเด็นที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่เหมือนกัน ว่าอาจไม่ได้ช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นคะแนนเสียงในศึก
เลือกตั้งประธานาธิบดี

ยิ่งเมื่อมีทีมงานทำเนียบขาว 3 คน วัย 70 ขึ้นไป ที่ติดต่อกับผู้ติดเชื้อคนหนึ่ง เริ่มจะกักตัวเองเพื่อเฝ้าดูอาการ ก็ยิ่งเป็นกระแสดราม่า

ผู้คนเห็นว่ากรณีอิตาลีขยับขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดรองจากจีน เพราะไม่ได้ป้องกันดีตั้งแต่ทีแรก จนตอนนี้ต้องล็อกดาวน์ทั้งประเทศถึงวันที่ 3 เม.ย.

อิตาลีจะชะลอการแพร่ระบาดลงได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ระหว่างนี้อย่าให้เกิดกรณีผู้อิทธิพลกักตุนหน้ากากอนามัยก่อนก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้นการพลิกวิกฤตผิดท่า จะเป็นวิกฤตยิ่งกว่า

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน