อย่างน้อยที่สุด เหตุการณ์น้ำท่วมที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ก็ชวนให้เราได้คิดทบทวนถึงเรื่องใหญ่ๆ ในสองมิติ
มิติแรก ในแง่ของการบริหารจัดการ-แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอันเกิดจากอุทกภัย สังคมไม่ได้ต้องการ “(ซุปเปอร์) ฮีโร่” อย่างที่ชอบ “บิลด์” กันทางโซเชียลมีเดีย ขนาดนั้น
หน่วยงานรัฐราชการที่ “ลงพื้นที่” เข้าไปช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย นั้นกำลังปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งวางพื้นฐานอยู่บนการได้รับงบประมาณจากเงินภาษีของพวกเราอยู่แล้ว
หรือแม้ว่าการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยของเอกชน-ภาคประชาสังคม-จิตอาสาต่างๆ จะเป็นเรื่องน่าชื่นชม
น่าขอบคุณในน้ำจิตน้ำใจ
ทว่า เอาเข้าจริง คำถามที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ก็คือ รัฐส่วนกลาง, ข้าราชการส่วนภูมิภาค และองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับต่างๆ จะสามารถ บูรณาการการทำงาน และทำงานทดแทนกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้หรือไม่?
โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลใหม่ช่วงเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรี ยังทำงานไม่ได้จริงๆ ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายบางประการ
แต่ถ้าหากสังคมการเมืองไทยสามารถกระจายอำนาจและทรัพยากรไปให้ท้องถิ่นได้มากกว่านี้ สมบูรณ์กว่านี้ มีอิสระกว่านี้
การบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่จะทำได้อย่างรวดเร็วและดีกว่าที่เป็นอยู่มากน้อยแค่ไหน?
มิติที่สอง ในแง่ของ “ผู้นำประเทศ” ทั้งผู้นำรัฐบาล รวมไปถึงผู้นำภาคเอกชน ปรากฏการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานรอบนี้ อาจทำให้พวกท่านต้องคิดต้องตั้งคำถามกับตนเองในหลายๆ เรื่อง
เรื่องแรกที่แทบจะเข้าใจตรงกันหมดแล้ว ก็คือ เหตุน้ำท่วมต่างๆ ไม่ได้มีสถานะเป็น “ภัยธรรมชาติล้วนๆ” เสียทีเดียว แต่มีความข้องเกี่ยวกับนโยบายเรื่องการบริหารจัดการน้ำ หรือการบริหารจัดการธรรมชาติให้มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนแปลงไปของมนุษย์ในสังคม
แน่นอนว่าการบริหารจัดการน้ำ นั้นไม่ใช่เป็นแค่การสร้างเขื่อนหรือสร้างฝาย หากยังยุ่งเหยิงพัวพันกับอีกหลายปัจจัย เช่น
เหตุการณ์น้ำท่วม ณ ปัจจุบัน อาจมิได้เป็นเพียงเหตุอุทกภัยภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับภูมิภาคและปัญหาระหว่างประเทศ
คำถามคือผู้นำรัฐบาลไทย ในฐานะหนึ่งในประเทศที่ประสบภัย จะหาหนทางเจรจา ต่อรอง ร่วมบริหารจัดการปัญหากับประเทศอื่นๆ อย่างไรบ้าง?
หรือแทบทุกคนก็วิเคราะห์คล้ายๆ กันว่า อุทกภัยในโลกร่วมสมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ “โลกร้อน-
โลกรวน” และหลายคนก็ลงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยว่า พื้นที่ป่าที่ลดน้อยลงไปมาก ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนืออย่างไม่ต้องสงสัย
ในประเด็นนี้ นอกจากผู้นำรัฐบาลที่ต้องครุ่นคิดหาวิธีรับมือปัญหาแล้ว กลุ่มคนที่อาจต้องช่วยคิดช่วยทำหนักๆ ไม่แพ้กัน ก็เห็นจะเป็นผู้นำภาคเอกชน (โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ) ว่าเรื่องอีเอสจี, ความยั่งยืน, รักษ์โลก อะไรต่างๆ ที่ชอบพูดๆ กันนั้น
เป็นไปได้หรือไม่ว่า แทบทุกฝ่ายน่าจะยังทำกันได้ไม่ดีพอ และต้องทำหลายสิ่งเพิ่มเติมมากกว่านี้?
ปราปต์ บุนปาน

