สถานีคิดเลขที่ 12 : ลอยแพ
หลังพรรคประชาชน พ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้ง (ซ่อม) ระดับชาติ มาต่อเนื่อง
ทำให้ขั้วรัฐบาล ที่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำ แลเห็น โมเดล-ช่องทาง ที่จะเอาชนะพรรคประชาชน
นั่นคือ ผนึกกำลังกับพรรคแนวร่วมและบ้านใหญ่ สู้กับพรรคดาวรุ่ง จึงจะสกัดอยู่
แต่กระนั้น วิธีการที่ดูเหมือนง่าย แต่ ทำจริงไม่ง่ายเลย
โดยเฉพาะเมื่อ สมรภูมิเลือกตั้งทั่วไปมีขึ้นเมื่อใด พรรคการเมืองต่างๆ จะกลายเป็นคู่แข่งกันโดยธรรมชาติ
ดังนั้นการจะเป็น “แนวร่วม” หรือ “ฮั้ว” กันส่งผู้สมัครเพื่อสกัดพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด จึงยากถึงยากมาก
โมเดล “รวมขั้ว” สกัดพรรคประชาชน จึงอาจไม่เป็นจริง
เว้นแต่จะมี “ดีลพลังสูง” มาชี้นำจึงอาจพอจะเป็นจริงได้
ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
ขณะที่ อนาคตดังกล่าวยังมาไม่ถึง แต่กระนั้นเราได้เห็นร่องรอย การพยายามโดดเดี่ยวหรือลอยแพพรรคประชาชนให้ “ลอยเท้งเต้ง” ในกระแสน้ำเชี่ยว จากอุทกภัย “การเมือง”อยู่ไม่น้อย
สดๆ ร้อนๆ ก็คงเป็นกรณีที่ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคประชาชน กับคณะ ออกมาโวยว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล กำลังจะคว่ำร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่…) พ.ศ. หรือที่เรียกว่า “กฎหมายสุราก้าวหน้า” ที่นายเท่าพิภพและคณะเสนอ
โดยจะให้ผ่าน เฉพาะร่างของ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เรียกว่ากฎหมายสุรารวมไทย
และร่างกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ที่เรียกว่า กฎหมายสุราชุมชน เพื่อเศรษฐกิจฐานราก
ซึ่งนั่นจะทำให้ นโยบายที่โดดเด่นและก้าวหน้า ของพรรคประชาชน ถูก “เขี่ยทิ้ง” ไป
ไม่อาจนำไปหาเสียงว่าเป็นผลงานของพรรคประชาชนได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
กลายเป็นผลงานของพรรคเพื่อไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติไป
ภาวะเช่นนี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นกับ ข้อเสนอของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เสนอในสภาด้วย
ที่เรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ล้าง 3 มรดกของคณะรัฐประหาร คือ
มรดกที่หนึ่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบบริหารราชการกลาโหม 2551 ที่ทำให้กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน เรื่องของนโยบาย งบประมาณ และเรื่องของการแต่งตั้งนายทหาร
มรดกที่สองคือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ.2551 ที่ได้ฟื้นคืนชีพ กอ.รมน. และขยายบทบาทออกไปมากมาย จนทำให้กองทัพสามารถทำตามอำเภอใจ และขี่คอรัฐบาลพลเรือนเหมือนที่เป็นอยู่
มรดกที่สาม คือการแก้ไขมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ การปกครององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรัฐบาลจะต้องเพิ่มสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นขึ้นมากขึ้น
เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลคงจะไม่ขานรับข้อเสนอของนายพริษฐ์นัก
เช่นเดียวกับ เรื่องร้อนสุดในตอนนี้
คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรม คุณสมบัติของรัฐมนตรี และอำนาจขององค์กรอิสระที่จะตัดสินวินิจฉัยปมจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต
ที่แม้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน จะเห็นร่วมกันว่าจะต้องแก้ไข
แต่ในรายละเอียดก็มีความแตกต่างอยู่ไม่น้อย
พรรคร่วมและวุฒิสมาชิกจะเอาด้วยหรือเปล่า
จึงยังคาดการยาก ว่า “แนวร่วมเฉพาะกิจ” เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันได้หรือไม่
หรือต่างฝ่ายต่างทำ
และที่สุดขั้วรัฐบาลก็อาจจะ “ลอยแพ” พรรคประชาชน ให้ลอยเท้งเต้งอย่างโดดเดี่ยวอีก
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

