สถานีคิดเลขที่ 12 : ปฏิลูบ
คงเป็นเหตุบังเอิญ มากกว่า “จงใจ” ที่จะแก้วาทกรรม “พรรคประชาชน” คือ “พรรคปฏิวัติ”
“ปฏิวัติ” อันมีความหมายถึง “การล้มล้าง หักโค่น” เพื่อสิ่งใหม่
เหตุบังเอิญดังกล่าว จับความมาจากท่าที ของ คนที่ “ถูกบังคับ” ให้ไปยืนข้างหลัง อย่าง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
และคนที่มีบทบาทในพรรคประชาชนอย่าง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
กล่าวถึงคนแรกคือนายพิธาก่อน
ปัจจุบัน ไปเป็น Visiting Fellow ที่ Harvard Kennedy School
อันนำมาสู่ “จดหมายจากฮาร์วาร์ด : บทเปิดหลังเส้นทางการเมืองถูกบังคับให้จบลง” ที่ถูกนำเสนอ ใน “มติชนสุดสัปดาห์” ตอนนี้
นี่ย่อมเป็นบทบาท ของ “นักวิชาการ” มากกว่า “นักปฏิวัติ” อย่างไม่ต้องสงสัย
โดยนายพิธา เขียนในจดหมายตอนหนึ่งว่า
“…เมื่อเส้นทางการเมืองของผมต้องหยุดชะงักลงด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้
ความรู้สึกที่หลากหลายและซับซ้อนก็เข้ามาในใจ
ผมมีความฝันและความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในบ้านเกิดของเรา
แต่เมื่อบทนั้นถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว ผมก็เลือกที่จะมองว่าการเปลี่ยนแปลงเส้นทางครั้งนี้เป็นโอกาส
ให้เราได้เรียนรู้และเติบโตในมิติใหม่…”
มิติใหม่ดังกล่าว คือ วิชาการ ความรู้ และประสบการณ์
ที่นายพิธาบอกว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของเรา
ตัวอย่างที่ถูกยกมาบอกเล่าก็อาทิ
1.วิกฤตสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
2.การเสริมสร้างประชาธิปไตยและบทบาทของตุลาการในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ
3.การติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งยืนยันว่านายพิธาเลือกเป็นนักวิชาการ มากกว่านักปฏิวัติที่จะโค่นล้มใครเพื่อคืนสู่อำนาจ
ส่วนนายพริษฐ์ เป็นตัวแทนพรรคประชาชน ออกมาย้ำจุดยืน เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา
ถึงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 เส้นทางแบบคู่ขนาน
คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง
กับอีกเส้นทางคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่สำคัญและเร่งด่วน 7 แพคเกจ
ได้แก่ 1) ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 2) ตีกรอบอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ 3) เพิ่มกลไกตรวจสอบการทุจริต 4) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน 5) ปฏิรูปกองทัพ 6) ยกระดับประสิทธิภาพรัฐสภา และ 7) ปรับเกณฑ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้
คือคำแถลงนายพริษฐ์ที่ว่าส่วนการแก้ไขเรื่องมาตรฐานจริยธรรมที่หลายพรรคเคยยอมรับว่าเป็นปัญหา
แต่ในวันนี้ทุกพรรคตัดสินใจว่าจะยังไม่เดินหน้าหาทางออกต่อปัญหาดังกล่าว
“เราไม่อยากให้ร่างดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนไข หรือข้ออ้างที่ทำให้พรรคการเมืองอื่นไม่เดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราฉบับอื่นๆ พรรคประชาชนพร้อมจะพักการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องมาตรฐานจริยธรรมไว้ก่อน จนกว่าจะสามารถทำงานเชิงความคิดกับพรรคร่วมรัฐบาลและสังคมได้มากกว่าที่เป็นอยู่” นายพริษฐ์ระบุ
ถือเป็นการถอย เป็นการยืดหยุ่นทางการเมือง
ไม่ดื้อดึง เดินหน้าลุย ตามสไตล์ “พรรคแนวปฏิวัติ” อย่างที่มีคนพยายามมอบให้
ซึ่งจะถูกใจ “ด้อมส้ม” เพียงใดไม่ทราบ
แต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ยากเย็นแสนเข็ญตลอดทาง
การขับเคลื่อนจึงต้องมีทั้งบู๊และบุ๋น
จะหักล้างเพื่อเอาแต่สิ่งที่ต้องการไม่ได้
แม้จะหงุดหงิดอยู่กับการลูบๆ คลำๆ แก้ไม่ได้ เป็นแค่ “ปฏิลูบ”
แต่ต้องกัดฟัน อดทนรอ
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

