สถานีคิดเลขที่ 12 : ทำไมยังไม่ลืม 6 ตุลา

7.10.24 | 10:10 น.

วาระรำลึกเหตุการณ์ “6 ตุลาคม 2519” เวียนมาบรรจบครบปีที่ 48

แม้ “ประวัติศาสตร์บาดแผล” หน้าดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ “รัฐไทย” ไม่อยากจดจำ แต่ภาคประชาสังคมหลายส่วนและหลากรุ่นกลับพยายาม “ส่งต่อ” ความทรงจำเหล่านี้อย่างไม่ขาดตอน ในพื้นที่ กิจกรรม และเรื่องเล่าของพวกตน

ผู้ที่อธิบายสภาวะข้างต้นได้แหลมคมที่สุดคนหนึ่ง เห็นจะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาเช่น ธงชัย วินิจจะกูล ที่เคยสัมภาษณ์กับมติชนทีวีเอาไว้ตั้งแต่ปี 2563 ว่า

“ประวัติศาสตร์บาดแผลที่ผมใช้ ผมหมายถึงอดีตที่แผลมันยังสดอยู่ 6 ตุลา แผลยังสดอยู่ เพราะความยุติธรรมมันยังไม่เกิด เพราะมันยังเป็นอดีตที่ปิดตัวลงไม่ได้ มันจึงตามหลอกหลอนอยู่ หลอกหลอนสังคมไทยอยู่จนทุกวันนี้

“ผมคิดว่าภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงหรือภาวะเป็นบาดแผลที่ยังสดจะเปลี่ยนไป เมื่อเราสามารถยอมให้มีการอธิบาย 6 ตุลา อย่างที่เกิดความยุติธรรม อาจจะไม่ใช่กับทุกคน แต่อย่างน้อย สังคมรับได้ พอเข้าใจได้ ไม่ใช่หลบเลี่ยง ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม ไม่ใช่บังคับให้คนเงียบ

Advertisement

“ประวัติศาสตร์หลายอย่าง ปริศนาของมันไม่เคยจบ เป็นร้อยพันปีก็ไม่เคยจบ แต่ขณะเดียวกัน ภาวะที่เป็นแผลสดๆ มันสามารถหยุดลงได้ ถ้าหากมีคำอธิบายที่สังคมนั้นรู้สึกพอใจ

“ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่เขาพอใจ การยอมให้พูดแค่ว่าโหดร้ายเหลือเกิน อย่าฆ่ากันเลย แต่ห้ามพูดว่าใครและทำไม? มันได้พิสูจน์แล้วโดยเยาวชนรุ่นปัจจุบันนี้ว่า นั่นไม่ใช่ภาวะที่สังคมไทยควรจะพอใจ

“เราไม่เคยเรียนรู้ ไม่เคยบัญญัติว่าอะไรคือความยุติธรรม ไม่เคยกำหนดเป็นบรรทัดฐานว่าห้ามฆ่าแกงกันเพราะความคิดต่างกันนะ คนทำต้องถูกลงโทษ มันจึงเกิดอีกหลายครั้ง นี่ไง ผลของการที่บาดแผลมันยังสดอยู่ ผลของการที่ 6 ตุลา ยังไม่เคยเกิดความยุติธรรม

“ไม่ใช่ 6 ตุลาเท่านั้น จะพฤษภา 35 พฤษภา 53 กรือเซะ ตากใบ ความไม่ยุติธรรมในกรณีความขัดแย้งทางภาคใต้ กรณีเหล่านั้นตราบใดที่ไม่เกิดความยุติธรรม มันจะเป็นแผลสดๆ อยู่ตลอดไป จะกี่สิบปีก็เถอะ

“จนกว่าผู้เสียหายจากกรณีเหล่านั้นได้รับความยุติธรรม มีคำอธิบายให้สังคมพอใจได้ ว่าทำไมจึงเกิดขึ้น มีการลงโทษคนกระทำผิด”

ขณะที่อีกหนึ่งเสียงซึ่งกล่าวถึงพันธกิจส่งมอบความทรงจำ “6 ตุลา” ไว้อย่างน่าสนใจ ก็คือ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ในรายการ “มีเรื่องมาเคลียร์ by ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า

“(6 ตุลา) มันเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ส่งผลมาจากอดีต อันไกลโพ้น เป็นสิ่งที่เราอยากจะยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่ามัน (ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา กับโลกอนาคต) เกี่ยวกัน และถ้าเราลืมเหตุการณ์นี้ ในอนาคตมันก็จะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก

“เพราะหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาจนถึงปัจจุบัน มันจะมีเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันเกิดขึ้นวนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่เรื่อยๆ

“ผมแค่มองว่าหนังมันพูดถึง การส่งต่อ เราส่งอะไรไปอนาคต สิ่งนั้นมันก็จะย้อนกลับมาหาเรา หรือว่ามันอาจจะไปรอเราอยู่ในอนาคต

“ส่งต่ออะไร อุดมการณ์ ความเกลียดชัง ความรัก ความหวัง ทั้งหมดคือข้อความที่ถ้าส่งต่อไปในอนาคตแล้ว มันจะไปรอเราอยู่ เราส่งต่อความเกลียดชัง เราส่งต่อความขัดแย้ง มันก็ไปรอเราอยู่ ส่งต่อการแก่งแย่งชิงอำนาจ ความต้องการความเป็นหนึ่งทางอำนาจ มันก็ไปรอเราอยู่

“แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้รอเรา มันรอ ลูกหลานเรา อยู่ หนังกำลังจะพูดเรื่องนี้

“ดังนั้น เราจะไม่ได้ไปขยี้บาดแผลทางประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ ผมแค่บอกว่าอย่าลืม”

ปราปต์ บุนปาน