สถานีคิดเลขที่ 12 : ถึงเวลาปล่อยของ

22.10.24 | 11:30 น.

มีคนถามว่าเศรษฐกิจในยุคนายกฯแพทองธาร ชินวัตร จะดีขึ้นจริงหรือ

คำถามนี้ไม่มีใครกล้าตอบ เพราะคนที่ตอบได้ดีที่สุดหนีไม่พ้นนายกฯอิ๊งค์

แต่หลายสถานการณ์ที่ประเทศไทยบอบช้ำ ขณะนี้เริ่มฟื้นคืนกลับมา โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์ที่ดัชนีเคยดิ่งหัวปักไป 1,300 จุด ขณะนี้พุ่งทะยานทะลุเกิน 1,500 จุด

เป็น 1,500 จุดที่ได้รับเชื้อปะทุจากข่าวดีที่คณะกรรมการนโยบายการเงินเพิ่งมีมติหั่นดอกเบี้ยนโยบายลงมา

Advertisement

แต่ก่อนที่ดัชนีตลาดหุ้นจะฟื้นขึ้นมา กระทรวงการคลังได้เข้าไปประคับประคองหลายมาตรการ

ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต้องพึ่งพาการบริหารจัดการ

ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถทำตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาไว้ได้สำเร็จ ฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวได้ตามแผน โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตก็มีมาก

ขณะนี้เริ่มเห็นแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจกันแล้ว

แม้นโยบาย “แจกหมื่น” ที่ทุ่มเงินไป 1.4 แสนล้านบาทจะเกิดอาการแผ่ว แต่เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา พอนายกฯประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอด ขวัญกำลังใจผู้ประกอบการก็ดีขึ้น

นายกฯอิ๊งค์มุ่งเป้าหมายไปที่ธุรกิจรายย่อย และกระตุ้นให้คนใช้จ่ายซื้อสินค้า

รัฐบาลตั้งเป้า 5 เดือนข้างหน้าจะเกิดการจับจ่าย เศรษฐกิจขับเคลื่อน เกิดเงินสะพัดเป็นแสนล้านบาท

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เล่าเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยการท่องเที่ยวในวันสองวันนี้ให้ฟัง

พุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศ และตั้งใจจะช่วยเหลือจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ที่บอบช้ำจากน้ำท่วมด้วย

ล่าสุดประกาศแคมเปญ วินเทอร์ เฟสติวัล ออกมา

ด้านกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ออกมายืนยันว่า ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 มีแน่นอน

ขณะเดียวกันก็ตระเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ด้านการส่งออก แม้จะเผชิญหน้ากับค่าของเงินบาท แต่ดูเหมือนความพยายามเจรจาทางการค้ายังดำเนินต่อเนื่อง

ด้านการลงทุนก็เริ่มมีข่าวเซ็นเอ็มโอยู ข่าวดีล่าสุด เมื่อทุนอสังหาริมทรัพย์สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จับมือกับไทยลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 3.5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่การวางแผนอนาคต ได้เห็นข่าวนายกฯเป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเน้นย้ำให้สร้างบุคลากรตอบสนองอุตสาหกรรมใหม่ พุ่งเป้าไปอุตสาหกรรม 4+2 อย่างรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ การแพทย์ เป็นต้น

ถ้าเรื่องนี้ทำได้เร็ว โอกาสได้เห็นอุตสาหกรรมใหม่เกิดในประเทศก็เร็วขึ้น

ความพร้อมเหล่านี้มีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

หากมองในมุมการเมือง นับตั้งแต่รัฐบาลอิ๊งค์บริหารประเทศ อะไรๆ ที่รัฐบาลจะสร้างผลงานทางการเมือง ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะนิรโทษกรรม ต่างต้องสะดุดหยุดลง

เหตุหนึ่งเพราะโจทก์เก่าเรียงหน้าออกมาถล่ม

มีการร้องเรียนทั้งร้องศาลรัฐธรรมนูญ และการร้อง กกต. เพื่อเขย่ารัฐบาล และยุบพรรค

ดังนั้น การสร้างผลงานทางเศรษฐกิจ ด้วยการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนน่าจะทำได้ง่ายกว่า

เพราะมีผู้สนับสนุนมาก ทั้งภาคการเมือง และภาคเอกชน รวมถึงประชาชนที่เป็นพลเมืองประเทศ

ดังนั้น ในห้วงเวลานี้ จึงถึงเวลาที่รัฐบาลนายกฯอิ๊งค์จะปล่อยของ

ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างมีเป้าหมาย ต่อเนื่อง และจริงจัง

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ก่อเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคเอกชน

ผลที่เกิดขึ้นจะย้อนกลับมาเป็นผลงานของรัฐบาลในที่สุด

ส่วนผลงานจะปังหรือไม่ปังก็ขึ้นอยู่กับความสำเร็จจาก “ของ” ที่ปล่อยออกไป