คําร้องยื่นยุบพรรคการเมือง “วนลูป” กลับมาอีกครั้ง นับจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ยุบพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 กรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าข่าย เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49
กรณีล่าสุดเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคร่วมรัฐบาลรวม 6 พรรค เมื่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้พิจารณา 6 คำร้องขอให้ กกต.พิจารณาสั่งยุบพรรค พท.และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ จากเหตุที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการครอบงำ ชี้นำและ 6 พรรคการเมืองยินยอมให้นายทักษิณ ครอบงำ ชี้นำ
โดยเห็นว่าคำร้องมีมูล จึงสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนและมีความเห็นเสนอ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่สามารถขอขยายได้อีกครั้งละไม่เกิน 30 วัน จนกว่าจะแล้วเสร็จ
สาระสำคัญของผู้ยื่นคำร้อง อ้างถึงพฤติการณ์ของนายทักษิณ ทั้งการที่แกนนำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ไปร่วมประชุมกับนายทักษิณ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เพื่อพิจารณาเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลง เข้าข่ายชี้นำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล
โดยผู้ร้องเห็นว่าเข้าข่ายขัดมาตรา 29 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ที่ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการใดอันเป็นการควบคุมครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
อีกทั้งการที่พรรค พท.และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการอันเป็นการควบคุมครอบงำชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ก็เข้าข่ายขัดมาตรา 28
หากการสอบสวนพบว่าเป็นความผิดก็จะเป็นเหตุให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอต่อ กกต.ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตามมาตรา 92 (3) ของกฎหมายเดียวกันได้
นั่นคือ กระบวนการตรวจสอบของ กกต. ตามที่ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ กำหนดไว้ ส่วนพรรค พท. และอีก 5 พรรคร่วมรัฐบาลจะมีพฤติการณ์เข้าข่ายตามคำร้องหรือไม่ เป็นหน้าที่ของทีมกฎหมายแต่ละพรรคต้องยื่นชี้แจงหักล้างข้อกล่าวหาในชั้นการไต่สวนของ กกต.
แม้ระดับนำของพรรค พท. จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรค พท. และพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งล้วนแล้วเป็นกลุ่มนักร้องหน้าเดิม มีจุดยืนทางการเมืองที่ตรงข้ามกับพรรค พท.
รวมถึงบทบัญญัติทั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไปจนถึงรัฐธรรมนูญ ที่ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะเงื่อนไขการร้องยุบพรรคการเมือง หากมีการกระทำผิดจริงก็ควรลงโทษเฉพาะตัวบุคคล อย่าง คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ไม่ควรต้องถึงขั้นยุบพรรคการเมือง เพราะจะกระทบสิทธิความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของประชาชน ส่งผลให้สถาบันทางการเมืองของประชาชนไม่มีความเข้มแข็ง
นั่นคือ ข้อโต้แย้งและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย อย่างฝ่ายการเมือง แต่ตามข้อเท็จจริงเมื่อกติกา อย่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ และ รัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้กับทุกฝ่ายแล้ว
ฝ่ายการเมือง คือ หนึ่งในผู้เล่นในสนาม ย่อมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องปฏิบัติตาม “กฎ” และ “กติกา” ที่มีอยู่ แต่ประเด็นหลายฝ่ายต้องการเห็น คือ ผู้บังคับใช้กติกา ดังกล่าวต้องเป็นไปตาม “หลักนิติธรรม”
ไม่ใช่เป็นไปในรูปแบบของ “นิติสงคราม” ตามที่มีบางฝ่ายวิตกกังวล
จตุรงค์ ปทุมานนท์

