ให้สัญชาติไทย – สัปดาห์ก่อน “ครม.แพทองธาร ชินวัตร” เพิ่งอนุมัติหลักการตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอหลักเกณฑ์เร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ให้กับบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลานาน รวมถึงกลุ่มที่เกิดในราชอาณาจักร
โดยปัจจุบันมีผู้คน “ชนกลุ่มน้อย-กลุ่มชาติพันธุ์” กำลังรอการพิจารณาสถานะ รวมทั้งสิ้นจำนวน 483,626 คน
ทั้งนี้ สำหรับผู้คน 4 กลุ่ม ที่จะได้รับการพิจารณา ประกอบไปด้วย กลุ่มแรก ผู้ที่อพยพมาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นเวลานาน คือ ตั้งแต่ปี 2527-2542 มีประมาณ 120,000 คน
กลุ่มที่ 2 ผู้ที่อพยพเข้ามาเมื่อปี 2548-2554 มีประมาณ 215,000 คน
กลุ่มที่ 3 ทายาทที่เกิดในราชอาณาจักรไทยของชนกลุ่มน้อย มีประมาณ 29,000 คน
และกลุ่มที่ 4 ทายาทที่เกิดในราชอาณาจักรไทยของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยมีการสำรวจไปแล้วประมาณ 113,000 คน
นี่คือมติ ครม.ที่ “สำคัญ” “ก้าวหน้า” และ “น่าชื่นชม” ทั้งยังได้รับความเห็นพ้อง-เสียงสนับสนุนจากผู้รู้หลากหลายฝ่าย
ดังที่ “มานพ คีรีภูวดล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ “สัดส่วนชาติพันธุ์” จากพรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า
“ขอชื่นชมและขอบคุณ ครม. หน่วยงาน องค์กร ทุกท่าน แทนพี่น้องประชาชนที่รอคอยเรื่องนี้มายาวนาน…
มติ ครม.ครั้งนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ต้องขอชื่นชม ได้นำเอาข้อเสนอต่างๆ จากทั้งในสภาและนอกสภา มาขยับต่อให้บรรลุเป้าหมาย”
ส่วน “บก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์” ก็แสดงความคิดเห็นว่า
“ข่าวมติ ครม. เรื่องการให้สัญชาติชาวเขาเมื่อวันก่อน เป็นสิ่งที่ควรทำ และผ่านความเห็นชอบของ สมช.แล้ว
เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำกันมาเมื่อคนไร้สัญชาติอพยพหรือเกิดในไทย และผ่านกระบวนการหล่อหลอมกลมกลืนกับสังคมไทยมาหลายสิบปีแล้ว ควรที่จะให้สถานะที่ถูกกฎหมายกับคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นใบสำคัญคนต่างด้าว หรือให้สัญชาติไทยกับเด็กที่เกิดในไทย”
“นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การขายชาติหรือคลั่งชาติ”
ขณะเดียวกัน นักคิด-นักเขียน-นักประวัติศาสตร์อย่าง “สุจิตต์ วงษ์เทศ” ก็ได้แสดงทรรศนะผ่านบทความ “เติมพลังความเป็นไทยด้วย ‘สัญชาติไทย’” ว่า
“รัฐบาลเร่งรัดให้สัญชาติคนชาติพันธุ์ต่างๆ ย่อมเป็นเรื่องดีวิเศษ อย่างยิ่ง…
สังคมไทยถูกหลอกว่าไทยแท้ สายเลือดบริสุทธิ์ ความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลก ที่สำคัญก็คือรัฐบาลทุกสมัยก็เชื่อตามที่ถูกหลอก โดยไม่ยอมทำความเข้าใจตามหลักฐานวิชาการที่มีจริงและพบมากทั้งในไทยและในอุษาคเนย์”
“ความเป็นไทยจากการผสมผสานทางชาติพันธุ์ต่างหากเป็นพลังสำคัญอย่างยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจทุกระดับ”
ยิ่งกว่านั้น มติ ครม.เรื่องแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลข้างต้น ยังเป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองว่า “รัฐบาลเพื่อไทย-แพทองธาร” นั้นมิได้มีแนวคิดอุดมการณ์ที่เอนเอียงไปทาง “ฝ่ายอนุรักษนิยมสุดขั้ว-ขวาจัด”
แต่มีความใส่ใจและเปิดกว้างต่อประเด็นทางด้านมนุษยธรรม สิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน และความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์
หวังว่ารัฐบาลจะเร่งผลักดัน “นโยบายเชิงก้าวหน้า” ในแนวทางเช่นนี้ ออกมาอีกในอนาคต
ปราปต์ บุนปาน

