สถานีคิดเลขที่ 12 : เร่งพ.ร.บ.สู้โลกเดือด

15.11.24 | 12:20 น.

สถานีคิดเลขที่ 12 : เร่งพ.ร.บ.สู้โลกเดือด

ก ารประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ “COP29” สมัยที่ 29 จัดขึ้นที่อาเซอร์ไบจาน วันที่ 11-22 พ.ย. ถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้นำจากประเทศมหาอำนาจโลกเข้าร่วมตามที่สื่อต่างประเทศได้รายงาน

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำถามว่าประเทศมหาอำนาจโลก มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้นตอของโลกร้อนมากเป็นอันดับต้นๆ อาจไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้มีความจริงจังหรือไม่

เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 43 ภายในปี 2573 และร้อยละ 60 ภายในปี 2578

และการรักษาระดับไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

Advertisement

สำหรับประเทศไทยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหัวเรือใหญ่ร่วมเวที COP29 วางกรอบเจรจาที่นำเสนอ 5 เรื่อง

การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อการบรรลุ NDC 2030 คาดว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 43% จากเป้าหมาย 30-40% คิดเป็น 222 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการประเด็นการปรับตัว เข้าสู่แผนและยุทธศาสตร์ในรายสาขาและในพื้นที่

รวมถึงการจัดทำข้อมูลด้านภูมิอากาศและข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ

การเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้เป็นรูปธรรม จากการประชุมภาคีขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 3

จัดส่งรายงานความโปร่งใสราย 2 ปี ซึ่งประเทศไทยกำหนดให้จัดส่งได้ภายในเดือนธันวาคม 2567 ตามกำหนดเวลา

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นการออกมาขยับของภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อสู่เป้าหมายที่ประเทศไทยประกาศจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050

และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 จากการประชุมCOP26 ในปี 2564

“รัฐบาลเพื่อไทย” สมัยอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ได้ประกาศผลักดันกฎหมายเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สู่สังคมคาร์บอนต่ำ

แต่ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.ยังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกเปิดรับฟังไปเมื่อ ก.พ.-เม.ย. ปีนี้

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่ประกอบด้วย 202 มาตรา 14 หมวด และบทเฉพาะกาล

อาทิ หมวด 3 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มาตรา 10-มาตรา 18 โดยมีนายกฯเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่

เห็นชอบในการออกกฎหมายลำดับรองหรือหลักเกณฑ์ตามที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนด เสนอแนะนโยบาย มาตรการการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อ ครม.

หมวด 7 การลดก๊าซเรือนกระจก มาตรา 66-71 คณะกรรมการนโยบายฯ ต้องจัดทำ แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

หมวด 10 ภาษีคาร์บอน มาตรา 118-มาตรา 147 ภาษีคาร์บอนจะเป็นกลไกภาคบังคับในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยการกำหนดต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเงินภาษีและเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้าสินค้าที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

หากดูตามไทม์ไลน์แล้วร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาสมัยประชุมหน้า จะผ่านสภา และประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เมื่อไรนั้นคงต้องติดตาม

ถ้ากฎหมายยิ่งล่าช้าออกไป การผลักดัน ขับเคลื่อนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ต้องอาศัยกลไกทางกฎหมาย จะทำได้ยากยิ่งขึ้น

แม้ปัจจุบันจะเห็นหลายภาคส่วนตื่นตัวแต่ก็เป็นเพียงภาคสมัครใจ คงไม่เพียงพอในยุคโลกเดือด

สุพัด ทีปะลา