การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ของพรรคประชาชน พร้อมกันทีเดียว 12 คน 12 จังหวัด ยิ่งตอกย้ำถึงความดุเดือดในสมรภูมิเลือกตั้งท้องถิ่น ที่กำลังถูกยกระดับเข้าใกล้การเลือกตั้งระดับชาติ โดย 2 พรรคการเมืองอันดับหนึ่งและสอง “ประชาชน-เพื่อไทย”
ทำให้ภาพการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศอีก 40 กว่าจังหวัดที่เหลือ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 1 ก.พ.2568 ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าคงไม่ใช่การห้ำหั่นช่วงชิงเก้าอี้เฉพาะกลุ่มบ้านใหญ่ในพื้นที่เฉกเช่นที่เคยเป็นมาอีกต่อไป
คงไม่ใช่แค่ “พรรคเพื่อไทย-ประชาชน” ที่เดินหน้าเข้าสู่เกมช่วงชิงอำนาจในการเมืองท้องถิ่น
แต่ยังมีพรรคการเมืองในฟากรัฐบาล ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ที่เตรียมประกาศเข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างเต็มตัวเช่นเดียวกัน
ส่วนหนึ่งเพื่อรักษา “โมเมนตั้ม” ก่อนการเลือกตั้งสนามใหญ่ในปี 2570
คาดการณ์กันว่าโอกาสที่จะเห็นพรรคร่วมรัฐบาลฟาดฟันชิงเก้าอี้กันเอง จะมีให้เห็นไม่มาก อาจจะมีแค่ในจังหวัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จริงๆ
เพราะแต่ละพรรคจะมุ่งเน้นรักษาพื้นที่ฐานเสียงเดิมเอาไว้ ซึ่งมีความทับซ้อนกันน้อย ทั้งเพื่อไทย และภูมิใจไทย
หากสถานการณ์ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเช่นนี้แล้ว ถามว่าความเป็นไปได้ที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศตั้งเป้าหมายการปักธงเก้าอี้นายก อบจ.ให้ได้อย่างน้อยทุกภูมิภาค มีโอกาสเกิดขึ้นแค่ไหน?
ยังไม่นับรวมปัจจัยความเสียเปรียบเทียบในฐานะฝ่ายค้าน
แม้ว่าการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร 12 คน ใน 12 จังหวัดยุทธศาสตร์ ที่พรรคมีความหวัง เพราะหลายจังหวัด พรรคก้าวไกล กวาดที่นั่ง ส.ส.ได้ในคราวเลือกตั้งปี’66
ไม่ว่าจะเป็น สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสงคราม และภูเก็ต ที่ชนะแบบแลนด์สไลด์ เชียงใหม่ที่เกือบยกจังหวัด
แต่หากมองย้อนไปในการเลือกตั้ง อบจ.ราชบุรี ที่ผ่านมาอย่างที่นักวิชาการเคยวิเคราะห์ว่า สาเหตุหนึ่งของการพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง อบจ.ราชบุรี อาจเป็นเพราะความเสียเปรียบระบบฐานคะแนน หรือเครือข่ายในพื้นที่ของบ้านใหญ่ ความคุ้นเคยใกล้ชิดของคนในพื้นที่ ความสัมพันธ์ทางจิตใจ การลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ
แม้การเมืองสมัยใหม่จะมุ่งเน้นเรื่องนโยบาย บางพรรคการเมืองอาจมองว่าสิ่งเหล่านี้อาจไม่จำเป็น แต่จะ “มองข้าม” เสียไม่ได้
ทั้งการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายจังหวัด และที่กำลังจะเกิดขึ้นไปปี 2568 ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชนเดินเกมรุกการเมืองท้องถิ่น ส่งผลให้พรรคการเมืองใหญ่ๆ ต้องลงมาสู่สนามเลือกตั้งนี้ด้วย
ส่งผลให้ประชาชนตื่นตัว มีความสนใจในการเมืองท้องถิ่นมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้นโยบายหาเสียงถูกยกระดับให้มีความเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
แน่นอนว่าผลการเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย.นี้
ย่อมมีผลต่อทิศทาง และจังหวะก้าวของพรรคประชาชน ในการรุกปักธงเก้าอี้นายก อบจ.
จะเป็นจังหวะที่ทำให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ หรือต้องถอยกลับมาทบทวนกันอีกครา คงต้องรอลุ้นผลที่จะออกมา
สุพัด ทีปะลา

