สถานีคิดเลขที่12 : พยัคฆ์ติดปีก?

25.11.24 | 12:12 น.

สถานีคิดเลขที่12 : พยัคฆ์ติดปีก?

รณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องคดี “เพื่อไทย-ทักษิณ” ล้มล้างการปกครอง จากพฤติกรรมหลายกรรมหลายวาระ นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่-เรื่องสำคัญ

เบื้องต้นสุด นี่คือการกรุยทางโล่ง-เปิดทางสะดวก ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่กำลังเริ่มแอ๊กทีฟทางการเมืองเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ มีสถานภาพเป็นดัง “พยัคฆ์ติดปีก”

ที่น่าจะพุ่งทะยานขึ้นสูงกว่าเดิม กระตือรือร้นหนักขึ้นกว่าเดิม สื่อสารกับสาธารณชน-สังคมไทยโดยรวม ในฐานะปากเสียงของ “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” ในฐานะผู้ช่วยของพรรคเพื่อไทย บ่อยครั้งขึ้นกว่าเดิม

และจะกลายเป็น “ตัวละครหลัก” ของเกมอำนาจในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย อย่างเป็นทางการ

Advertisement

ผู้ติดตามการเมืองไทยหลายคนคงรู้สึกคล้ายคลึงกันว่า นี่คือ “โมเมนตัมทางการเมือง” ที่จะส่งพลังเหวี่ยงหนุนส่งอำนาจ-อิทธิพล-บารมีของทักษิณ ให้ “ขึ้นสูง” อีกคำรบ

เหมือนเมื่อคราวที่อดีตนายกฯ รอดพ้นบ่วงในคดี “บกพร่องโดยสุจริต” อย่างฉิวเฉียด จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2544 หรือเมื่อ 23 ปีที่แล้ว

“โมเมนตัมทางการเมือง” หนนั้น ส่งผลให้ “ทักษิณ ชินวัตร” สามารถปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ และเหนือกว่ามาตรฐานของผู้นำประเทศคนก่อนๆ ด้วยซ้ำ

นำไปสู่การผลักดันนโยบายแนวคิดใหม่ทำใหม่ต่างๆ ของรัฐบาลไทยรักไทยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ถือเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทั้งต่อระบบราชการ สถาบันทางการเมืองต่างๆ ตลอดจนรูปการจิตสำนึก-ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนจำนวนมากมายมหาศาล

นี่คือ “จุดเปลี่ยนเชิงบวก” หรือ “พลวัต” อีกขั้นตอนหนึ่ง ที่ก้าวหน้าขึ้นของสังคมการเมืองไทย และระบอบประชาธิปไตยไทย

อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯทักษิณ คนของพรรคเพื่อไทยเอง และผู้รักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ ย่อมจดจำได้ดีที่สุด ถึงสิ่งที่บังเกิดขึ้นตามมา ภายหลังการประสบความสำเร็จใหญ่หลวงระลอกดังกล่าว

นั่นคือ “แรงต้าน” ทักษิณและรัฐบาลไทยรักไทย ที่เริ่มจากการมองหาจุดผิดพลาดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับค่อยๆ กระจายขยายใหญ่ แล้วก่อให้เกิดการรวมตัวประท้วงต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้งโดยมวลชน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง-ชั้นสูงในเมือง) จำนวนมาก

ก่อนจะลงเอยด้วย “การรัฐประหาร 2549” และซ้ำเติมประเทศด้วย “วิกฤตการเมืองเสื้อสี” ที่เรื้อรังยาวนานอีกนับทศวรรษ

นี่เป็น “ภัยซ่อนเร้น” (ที่ดำรงอยู่อย่างเงียบเชียบเคียงคู่กับ “การพ้นมลทินจากศาลรัฐธรรมนูญ”) ซึ่งอาจเกิดขึ้นอีกครั้งในปลายทศวรรษ 2560

และแน่นอน ต้องหาวิธีอุดรอยรั่วหรือป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ทั้งนี้ โดยวิถีทางของตัวมันเองแล้ว “ประวัติศาสตร์” มักเคลื่อนที่ไปอย่าง “ไม่ค่อยซ้ำรอยเดิม”

แต่เรื่องที่ต้องไม่ประมาท ก็คือ เป็นมนุษย์อย่างเราๆ เองนี่แหละ ที่มักคึกคะนอง จนพลั้งเผลอผลักดันให้ “ประวัติศาสตร์” เคลื่อนตัวไปอย่าง “ผิดลู่ผิดทาง” กระทั่ง “หมุนซ้ำ” ไปสู่จุดผิดพลาดเดิมๆ อยู่เสมอ

เรื่องนี้ คนฉลาดๆ และผู้มีประสบการณ์สูงในฟากรัฐบาล น่าจะตระหนักชัดดีอยู่แล้ว

ปราปต์ บุนปาน