“มรดกบาปที่ก้นหีบ” ประการหนึ่ง ซึ่งติดอยู่ในดีเอ็นเอของสังคมไทย (และอีกหลายๆ สังคม) มานาน ก็คือความเชื่อใน “ลัทธิชาตินิยม” แบบสุดโต่งกระทั่งมีอารมณ์ความรู้สึกในลักษณะ “คลั่งชาติ” หรือ “เหยียดเชื้อชาติ” เลยด้วยซ้ำ ในบางวาระ บางสถานการณ์
นี่คือความเชื่อ-อารมณ์ความรู้สึก ที่ซุกซ่อนอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเสพสื่อ การเล่นโซเชียลมีเดีย การเชียร์กีฬา การชมภาพยนตร์และซีรีส์ ตลอดกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งดู “ไม่เป็นการเมือง” และไม่มีพิษสงอะไรมากนัก
หากเป็นเชื้อมูลอย่างดี ที่สามารถถูกจุดให้ลุกลามกลายเป็นไฟโหมกระพือ เผาผลาญตนเองและมิตรประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง ได้ทุกเมื่อ
ระยะหลังมานี้ โดยเฉพาะในตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื้อมูลดังกล่าวดูคล้ายจะถูกกระตุ้นเร้าขึ้นหลายครั้งหลายหน จนน่าวิตกกังวล
เริ่มตั้งแต่ประเด็น “เอ็มโอยู 44” หรือเรื่อง “เกาะกูด” ซึ่งนิยามง่ายๆ ได้ว่าเป็นเรื่อง “การเมืองระหว่างประเทศ” ที่ไม่น่ามีอะไรในกอไผ่ และมิได้มีสถานภาพเป็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในเชิงข้อเท็จจริง
แต่ประเด็นนี้กลับถูกฉวยใช้นำมาเป็น “เครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ” ของผู้คนบางกลุ่ม ซ้ำรอยกับรอยร้าวเรื่อง “เขาพระวิหาร” เมื่อหลายปีก่อน
ตามมาด้วยประเด็นใหม่ (แต่หลายคนรับทราบกันมานาน) เรื่องฐานทัพ “ว้าแดง” ล่วงล้ำดินแดนไทย ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาสำคัญและปล่อยผ่านไปไม่ได้จริงๆ แต่ก็ควรแก้ไขกันผ่านกระบวนการเจรจาและการทำงานเรื่องแผนที่ อันเป็นภารกิจหลักด้านหนึ่งของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว
มากกว่าจะล่วงถลำไปถึงการใช้กำลังทหาร (ทั้งของไทยและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในเมียนมา) ปฏิบัติการสั่งสอน “ว้าแดง” ดังที่ปรากฏในมโนภาพของบางคนบางฝ่าย
มาจนถึงประเด็นอ่อนไหวล่าสุดสดๆ ร้อนๆ เรื่อง “เรือรบเมียนมา” ยิง “เรือประมงไทย” จนนำไปสู่การเสียชีวิตของชาวประมงไทย และมีลูกเรือฝ่ายไทย (เป็นชาวไทยและเมียนมา) อีกจำนวนหนึ่งที่ถูกจับเป็นตัวประกัน
เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการตอบโต้ ประท้วง และยอมรับไม่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงน่าจะรู้กระบวนการดีอยู่แล้ว ว่าควรทำอะไรตามลำดับขั้นตอนไหน และไม่ควรทำอะไรที่อาจเข้าข่ายเป็นการ “โอเวอร์รีแอ๊ก”
ทั้งนี้ ขอสนับสนุนให้รัฐไทย ทั้งรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับมือกับสถานการณ์ท้าทายเหล่านี้ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ ละเอียด รอบคอบ และรัดกุม
เพื่อปกป้องไม่ให้อารมณ์ความรู้สึกแบบ “คลั่งชาติ” และ “ลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง” อันเป็น “มรดกบาปก้นหีบ” ของพวกเรา ถูกโหมกระพือไปทั่วสังคม จนยากเกินควบคุม
และเพื่อกำหนดขอบเขตให้อาการอยาก “รบเขมร รบว้าแดง รบพม่า” ยังเป็นเพียงแค่จินตนาการที่ล่องลอยเพ้อฝันอยู่ในหัวของคนบางคนเท่านั้น
ปราปต์ บุนปาน

